posttoday
จีนเปิดตัว ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ แห่งแรกของโลก อย่างเป็นทางการ

จีนเปิดตัว ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ แห่งแรกของโลก อย่างเป็นทางการ

05 มิถุนายน 2569

จีนเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำแห่งแรกของโลก ใช้พลังงานลมนอกชายฝั่งและน้ำทะเลหล่อเย็น หวังรองรับยุค AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล

ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ นำไปสู่ความพยายามในการพัฒนาจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก อย่างไรก็ตามการจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาสักแห่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลายประเทศยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากรจนการจัดสร้างเป็นไปได้ยาก

 

แต่อาจไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไปเมื่อมีการจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำได้สำเร็จ

 

จีนเปิดตัว ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ แห่งแรกของโลก อย่างเป็นทางการ

 

จีนเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำแห่งแรกของโลก

 

โครงการนี้นับเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนของจีน ตั้งแต่คณะกรรมการบริหารพื้นที่หลินกัง, HiCloud Technology, Shenergy Group และ China Telecom กับความสำเร็จในการการจัดตั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ แห่งแรกของโลก ที่บริเวณพื้นที่พิเศษหลินกัง นอกชายฝั่งนครเซี่ยงไฮ้

 

โมดูลเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับการติดตั้งภายในดาต้าเซ็นเตอร์มีอยู่เกือบ 2,000 เครื่อง ออกแบบมาเพื่อรองรับงานประมวลผลระดับสูงเพื่อรองรับเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งการติดต่อสื่อสารด้วย 5G, การจัดการข้อมูลบิ๊กดาต้า ตลอดจนการพัฒนาและประมวลผล AI แบบเรียล์ไทม์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรม AI ที่กำลังขยายตัวในประเทศ

 

จุดเด่นของดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำมีอยู่สองข้อ หนึ่งคือการใช้พลังงานตรงจากธรรมชาติ เซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดผูกติดอยู่กับกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่ง ทำให้สามารถดึงพลังงานสะอาดจากกระแสลมมาใช้งานได้ทันที โดยปัจจุบันโครงการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมในระดับ 24 เมกะวัตต์ เป็นที่เรียบร้อย

 

จุดเด่นอีกอย่างของดาต้าเซ็นเตอร์นี้คือ ระบบหล่อเย็นแบบพาสซีฟ จากเดิมที่ต้องอาศัยน้ำจืดในการระบายความร้อน เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิของเซิร์ฟเวอร์ไม่ให้เสียหาย ระบบนี้สามารถดึงน้ำทะเลมาช่วยในการหล่อเย็นได้โดยตรง ทำให้ประหยัดพลังงานในการหล่อเย็น พร้อมลดการพึ่งพาน้ำจืดปริมาณมหาศาลให้เหลือศูนย์

 

ด้วยเหตุเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จีนจะให้ความสนใจ และเริ่มพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำขึ้นมาใช้งาน

 

จีนเปิดตัว ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ แห่งแรกของโลก อย่างเป็นทางการ

 

แนวคิดที่ยังต้องได้รับการพิสูจน์ในระยะยาว

 

แน่นอนดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำมีข้อดีในหลายด้าน ทั้งการใช้พลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ ค่าความคุ้มค่าทางพลังงานสูง ลดการใช้พลังงานและน้ำสะอาดสำหรับหล่อเย็น มีความเสถียรทางการใช้งาน ตลอดจนไม่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่บนพื้นดิน ในทางหนึ่งนี่จึงเป็นแนวคิดน่าสนใจ โดยเฉพาะในยุคที่เราต้องพึ่งพา AI มากขึ้นทุกวัน

 

แนวคิดในการจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศที่มีข้อจำกัดทางทรัพยากร เช่น สิงค์โปร์ ที่แม้จะมีงบประมาณมหาศาลแต่ขาดแคลนน้ำจืดและพื้นที่ในการจัดตั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้ทะเลนี้จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญต่อยุทธศาสตร์ AI ที่ต้องการอธิปไตยทางเทคโนโลยีในหลายประเทศ

 

อย่างไรก็ตามจีนไม่ใช่ประเทศแรกที่มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา  Microsoft บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ก็มีแนวคิดนี้ และทำการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใต้ทะเลในสกอตแลนด์ขึ้นมาเช่นกัน และได้ผลลัพธ์ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ มีอัตราความเสียหายต่ำกว่าบนบกถึง 8 เท่า จากการใช้ก๊าซไนโตรเจนแทนออกซิเจนในห้องเซิร์ฟเวอร์

 

แต่ในปี 2024 โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใต้ทะเลนี้ก็ถูกพับไปและหันไปทุ่มเทให้ดาต้าเซ็นเตอร์บนบกแทน ด้วยเหตุผลสำคัญจากรูปแบบของดาต้าเซ็นเตอร์เอง การหย่อนลงใต้น้ำทำให้ต้องมีการปิดผนึกเซิร์ฟเวอร์อย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันการรั่วซึมพร้อมทนแรงอัดใต้น้ำจนสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น

 

กลไกเหล่านี้เองทำให้การซ่อมบำรุงเซิร์ฟเวอร์เป็นไปได้ยาก ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปกรณีเกิดความเสียหายอาศัยช่างเทคนิคกับเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เสร็จสิ้น แต่การซ่อมบำรุงใต้น้ำเป็นงานที่มีความท้าทายสูงมาก ต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญระดับสูง หรืออาจต้องกู้เซิร์ฟเวอร์ขึ้นมาจากทะเลซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

 

อีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่สำคัญไม่แพ้กันยคือ ความยืดหยุ่นในการอัปเกรด เราทราบดีว่าเทคโนโลยี AI และชิป มีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง แต่กระบวนการนี้จะยุ่งยากเป็นทวีคูณเมื่อใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ใต้น้ำ เป็นเหตุผลให้ Microsoft ล้มเลิกโครงการไปในที่สุด

 

และนั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำแห่งนี้จะต้องเผชิญด้วยเช่นกัน

 

 

 

นอกจากปัญหาใหญ่ที่พูดถึงขั้นต้น ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำยังต้องเผชิญความท้าทายอีกหลายด้าน เช่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินเรือแบบเดียวกับเคเบิลใต้ทะเล การเกาะติดของตะไคร่น้ำ เพรียง หรือหอยที่จะกีดขวางการระบายความร้อน รวมถึงการกัดกร่อนอันรุนแรงของน้ำทะเลก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน

 

คงต้องรอดูต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำจะพลิกโฉมโลกหรือเป็นอีกหนึ่งโครงการทดสอบเทคโนโลยี

 

 

 

ที่มา

 

https://www.offshore-energy.biz/china-puts-worlds-first-offshore-wind-powered-underwater-data-center-into-operation/

 

https://gigazine.net/gsc_news/en/20260519-undersea-data-center-china/#gsc.tab=0

 

https://www.blackridgeresearch.com/project-profiles/microsoft-data-center-in-ocean-sea-project-natick-latest-update

 

https://www.posttoday.com/ai-today/733004

 

ข่าวล่าสุด

รัฐเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ดัน SME สู่ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ

รัฐเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ดัน SME สู่ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ