posttoday

มิติใหม่แห่งศูนย์ข้อมูล สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำและอวกาศ

06 พฤศจิกายน 2568

เมื่อโลกต้องการศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืนกว่าเดิม จีนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำพลังลม ส่วนสิงคโปร์เสนอแนวคิดศูนย์ข้อมูลในอวกาศ เปลี่ยนอนาคตคลาวด์และ AI ไปตลอดกาล

KEY

POINTS

  • จีนริเริ่มโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นแห่งแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมและใช้น้ำทะเลในการระบายความร้อน
  • มีการเสนอแนวคิดดาต้าเซ็นเตอร์บนอวกาศโดยมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ เพื่อส่งดาวเทียมขึ้นไปเป็นศูนย์ข้อมูลบนวงโคจรต่ำ อาศัยความเย็นในอวกาศและพลังงานแสงอาทิตย์
  • เป้าหมายหลักของการย้ายศูนย์ข้อมูลไปใต้น้ำและอวกาศคือเพื่อประหยัดพื้นที่บนบก ลดการใช้พลังงานมหาศาลสำหรับระบบหล่อเย็น และหันมาใช้พลังงานสะอาด

ปัจจุบันเชื่อว่าทุกคนต่างเห็นความสำคัญของ ดาต้าเซ็นเตอร์ กันทั้งสิ้น เพราะนี่เป็นตัวประมวลผลให้ระบบคลาวด์และ AI ที่เราใช้งาน คอยประสานอุปกรณ์ IOT ในชีวิตประจำวัน เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิต กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาประเทศเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

วันนี้เราจึงพาไปดูการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ ที่ถูกจัดสร้างใต้น้ำและบนอวกาศ

 

มิติใหม่แห่งศูนย์ข้อมูล สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำและอวกาศ

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำที่กำลังจะถูกใช้งานจริง

 

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งร่วมกับรัฐบาลจีน ออกมาเป็นโครงการ ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ จัดตั้งอยู่ในเขตพิเศษ Lin-gang ในเขตการค้าเสรีนำร่องชองเซี่ยงไฮ้ จัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลขนาดมหึมาที่มีมูลค่ามากกว่า 1.6 พันล้านหยวน(ราว 7.3 พันล้านบาท)

 

จุดเด่นสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำแห่งนี้คือ การเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมแห่งแรกของโลก ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าจากกังหันที่อยู่ตรงชายฝั่งที่ 24 เมกะวัตต์ โดยดึงพลังงานที่ผลิตได้มาใช้ภายในศูนย์ข้อมูลแห่งนี้กว่า 97% และระบบระบายความร้อนที่อาศัยน้ำทะเล

 

แน่นอนดาต้าเซ็นเตอร์ถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่การประมวลผล AI, Cloud computing, อุปกรณ์ IoT ไปจนการเก็บรวบรวมและประมวลผล Big data สอดคล้องกับเป้าหมายของเซี่ยงไฮ้ที่จะพัฒนาไปเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอัจฉริยะ

 

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนพลังงานที่ใช้มาเป็นพลังงานสะอาด อาศัยพลังงานลมในการขับเคลื่อนดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศ ถือเป็นการเพิ่มอัตราส่วน Power Usage Effectiveness (PUE) หรือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้อยู่ที่ 1.15 ซึ่งต่ำกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปที่ 1.2 และอาจกลายเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก

 

นี่จึงถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ทั้งต่อเทคโนโลยีดิจิทัลและสิ่งแวดล้อมของจีนไปพร้อมกัน

 

มิติใหม่แห่งศูนย์ข้อมูล สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำและอวกาศ

 

ดาต้าเซ็นเตอร์บนอวกาศ รับมือยุค AI

 

แนวคิดนี้เป็นของ Nanyang Technological University แห่งสิงค์โปร์ กับการจัดตั้งศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์แบบใหม่ โดยการย้ายศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มักจัดสร้างบนพื้นโลกออกสู่อวกาศ กลายเป็นดาต้าเซ็นเตอร์บนอวกาศ โดยการส่งขึ้นไปกับดาวเทียมวงโคจรต่ำ ที่จะช่วยให้สามารถประมวลผลได้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

 

ระบบนี้อาศัยประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม ด้วยปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยจึงเสนอว่าแนวคิดนี้สามารถเป็นไปได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับประเทศที่มีข้อจำกัดจนไม่สามารถจัดตั้งศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง

 

ขั้นตอนการทำงานของระบบนี้ได้รับการออกแบบอยู่ 2 วิธี แบบแรกคือการเก็บรวบรวมและประมวลผล AI ด้วยการเก็บข้อมูลและนำไปประมวลผลเบื้องต้น จากนั้นจึงส่งเฉพาะข้อมูลผลลัพธ์กลับสู่พื้นโลก ด้วยวิธีนี้จะทำให้ได้ข้อมูลดิบบางชนิด เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่ เส้นทางเดินเรือ เส้นทางการบิน และอุปกรณ์ดาวเทียม ช่วยลดขนาดข้อมูลที่ต้องส่งลงมาก

 

อีกหนึ่งวิธีคือการส่งกลุ่มดาวเทียมกระจายตัวเป็นเซิร์ฟเวอร์สำหรับการประมวลผลร่วม อาศัยการเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายข้อมูลแล้วนำมาประมวลผลร่วมกันด้วยการสื่อสารระหว่างดาวเทียม กลไกนี้คล้ายกับการทำงานของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์บนพื้นโลก ต่างกันเพียงนี่เป็นการทำงานในระดับวงโคจรเท่านั้น

 

แม้นี่จะเป็นเพียงแนวคิดที่ยังไม่ได้มีการริเริ่มจัดสร้างขึ้นมาจริง แต่ก็เป็นอีกแนวทางน่าสนใจสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์

 

ทำไมดาต้าเซ็นเตอร์ต้องไปอยู่ใต้น้ำและอวกาศ

 

ถึงตรงนี้คงมีบางท่านตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ตั้งอยู่บนพื้นโลกดีๆ แต่หนีไปตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างใต้น้ำหรืออวกาศ แน่นอนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดสร้างเพื่อความล้ำยุคอย่างไม่จำเป็น แต่ล้วนมีสาเหตุสำคัญที่ได้รับการประเมินแล้วว่า นี่จะเป็นประโยชน์และคุ้มค่ากว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป

 

หนึ่งในเรื่องที่แน่นอนคือ ประหยัดพื้นที่ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องอาศัยพื้นที่ขนาดใหญ่ในการจัดสร้าง ประเทศใหญ่อย่างจีนยังรู้สึกกินพื้นที่จนไปสร้างใต้น้ำ ไม่ต้องพูดถึงประเทศขนาดเล็กอย่างสิงค์โปร์หรือญี่ปุ่นที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ โครงการเหล่านี้ถือเป็นโอกาสจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศขนาดเล็ก เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

 

อันดับถัดมาคือ ประหยัดพลังงาน ตามปกติดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนสูงมาก ทั้งในส่วนการอุปกรณ์การประมวลผล และที่มากกว่าคือระบบหล่อเย็นที่มีอัตราการใช้พลังงานสูงมาก แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำจะอาศัยน้ำทะเลและอุณหภูมิใต้น้ำหล่อเย็น เช่นเดียวกับบนอวกาศที่ระบายความร้อนได้ด้วยอุณหภูมิเย็นจัดโดยตรง จึงไม่ต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศมากเท่า

 

เมื่อใช้สิ่งอื่นในการหล่อเย็นได้ สิ่งที่จะประหยัดมากขึ้นไม่แพ้กันคือน้ำจืด ตามปกติศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปใช้งานน้ำจืดหล่อเย็นปริมาณมหาศาล การใช้น้ำทะเลโดยตรงจึงลดภาระของการอุปโภคบริโภคน้ำในประเทศ บนอวกาศยิ่งสะดวกกว่าเนื่องจากไม่มีการใช้น้ำจืดเลย

 

อีกส่วนที่ทำให้ทั้งสองโครงการได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือ การใช้พลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำของจีนอาศัยพลังงานลมในการขับเคลื่อน ลดภาระพลังงานและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมลงมาก ส่วนโครงการบนอวกาศอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์จากโซล่าเซลล์ จึงเป็นการใช้พลังงานสะอาด 100%

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำและบนอวกาศจึงไม่ใช่เพียงโครงการน่าสนใจ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและอาจแพร่หลายในอนาคต

 

 

 

 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีทิศทางและแนวโน้มที่ยอดเยี่ยมแต่ทั้งสองโครงการยังคงมีข้อจำกัดในหลายด้าน ทั้งในส่วนต้นทุนการจัดสร้าง อายุการใช้งาน หรือซ่อมบำรุงที่ซับซ้อนกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ปกติมาก ทั้งยังมีปัญหาเฉพาะในแต่ละแบบ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำอาจเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ เช่นเดียวกับดาต้าเซ็นเตอร์บนอวกาศที่เสี่ยงต่อขยะอวกาศ

 

คงต้องรอดูต่อไปว่าในอนาคตดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งสองแบบจะถูกผลักดันใช้งานจริงได้แค่ไหน

 

 

 

ที่มา

 

https://english.news.cn/20251021/0a21a82fbcc547369244bd3662be7cbd/c.html

 

https://interestingengineering.com/space/space-data-centers-solve-ai-power-hunger

 

ข่าวล่าสุด

‘โอ๊ค’ เผย ‘ทักษิณ’ ยังห่วงวิกฤตบ้านเมือง - ปัญหาน้ำมัน