
Apple ไฟเขียว Poke นั่งแท่น AI Agent ตัวแรกบน iMessage ธุรกิจ
Apple อนุมัติให้ 'Poke' เป็นสตาร์ตอัปรายแรกที่สามารถนำ AI Agent มาทำงานบน iMessage ผ่านแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจ
Apple สร้างความฮือฮาก่อนงาน WWDC 2026 ด้วยการอนุมัติให้ "Poke" กลายเป็น AI Agent รายแรกที่เปิดให้บริการบนแพลตฟอร์ม Apple Messages for Business
โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานผู้ช่วยอัจฉริยะผ่านแชต iMessage ได้ทันทีโดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ปูทางสู่โมเดลธุรกิจใหม่ที่ Apple จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามจำนวนผู้ใช้งานจริง
Poke สตาร์ตอัปผู้พัฒนาผู้ช่วยอัจฉริยะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อ Apple อนุมัติให้เป็น AI Agent รายแรกบนแพลตฟอร์ม Messages for Business อย่างเป็นทางการ เปลี่ยนรูปแบบการโต้ตอบกับ AI ให้ง่ายดายเพียงแค่พิมพ์ข้อความแชต
ก่อนหน้านี้ Apple ออกแบบแพลตฟอร์มดังกล่าวมาเพื่อองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น สายการบิน ห้างค้าปลีก และเครือโรงแรม เพื่อใช้สื่อสารกับลูกค้าผ่าน iMessage ซึ่งระบบนี้มีอินเทอร์เฟซรองรับทั้งแชตอัตโนมัติและพนักงาน
แต่ที่ผ่านมา Apple ไม่เคยเปิดระบบให้ AI Agent จากนักพัฒนาภายนอก (Third-party) เข้ามาใช้งานแต่อย่างใด
ใช้งานง่าย ตอบโจทย์คนไม่เก่งเทคโนโลยี
Poke เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในฐานะผู้ช่วยอัจฉริยะยุคบุกเบิกที่เจาะกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป บริษัทเน้นการออกแบบระบบให้เข้าถึงง่าย ผู้ใช้ไม่ต้องมีทักษะด้านเทคนิคหรือยุ่งยากกับการป้อนคำสั่ง (Command-line) ที่ซับซ้อนเหมือนกับ OpenClaw
ปัจจุบันผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความสั่งให้ Poke ช่วยวางแผนงาน จัดการปฏิทิน ติดตามข้อมูลสุขภาพ ควบคุมอุปกรณ์สมาร์ตโฮม หรือแต่งรูปภาพได้ทันที
ตัวแทนของบริษัทเปิดเผยกับสำนักข่าวต่างประเทศว่า ปัจจุบันระบบประมวลผลข้อความไปแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง เดิมทีบริการตัวนี้เปิดให้ใช้งานผ่าน SMS, Telegram และ WhatsApp ในบางประเทศ แต่หลังจากนี้ผู้ใช้จะสามารถโต้ตอบกับ AI ผ่าน iMessage เป็นช่องทางหลักได้แล้ว
สัญญาณบวกของ Apple AI ก่อนงาน WWDC 2026
การเปิดตัว Poke บนแพลตฟอร์มธุรกิจของ Apple เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนหน้างานสำคัญอย่าง WWDC 2026 ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า Apple จะนำเสนอ Siri เวอร์ชันอัปเกรดและเครื่องมือ Apple AI รูปแบบใหม่สำหรับนักพัฒนา นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าบริษัทอาจปรับ App Store ให้รองรับเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำงานของ Poke บน Messages for Business ไม่ใช่แอปพลิเคชันที่ต้องดาวน์โหลด แต่เป็นช่องทางให้ผู้บริโภคทักแชตไปหาธุรกิจบนหน้าจอ iMessage ได้โดยตรงเพื่อสอบถามข้อมูลหรือนัดหมายบริการ เมื่อผู้ใช้พิมพ์คำสั่งเข้าไป AI Agent จะตอบกลับผ่านข้อความทันทีโดยไม่ต้องรอสายพูดคุยกับพนักงาน
โมเดลธุรกิจใหม่ เก็บค่าธรรมเนียมแบบรายหัว
มาร์วิน ฟอน ฮาเกน (Marvin von Hagen) ผู้ร่วมก่อตั้ง The Interaction Company of California สตาร์ตอัปจากพาโลอัลโตบริษัทแม่ของ Poke เปิดเผยว่า บริษัทจะจ่ายค่าธรรมเนียมให้ Apple ตามจำนวนผู้ใช้งานจริง (Per-user basis)
แม้เขาจะไม่ระบุตัวเลขที่แน่ชัด แต่ยืนยันว่าโครงสร้างราคานี้ถูกกว่าค่าธรรมเนียมของ Meta AI อย่างมาก หลังจาก Meta ปรับขึ้นราคาเพื่อรับมือกฎหมายยุโรปที่บังคับให้ WhatsApp ต้องรองรับบริการจากภายนอก
โครงสร้างการเก็บเงินรายหัว ถือเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ที่มีนัยสำคัญสำหรับ Apple หากประเมินจากฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาล ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นต้นทุนช่องทางจัดจำหน่ายที่สตาร์ตอัปต้องแบกรับ
"Apple เริ่มตระหนักแล้วว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการนำเสนอเทคโนโลยีนี้ และจริงๆ แล้วการเก็บค่าธรรมเนียมรายหัวบนแพลตฟอร์มก็เป็นผลดีต่อพวกเขา ยิ่งระบบโต Apple ก็ยิ่งได้ประโยชน์" ฟอน ฮาเกน กล่าว เขามั่นใจว่า Apple จะขยายการสนับสนุน AI Agent เพิ่มขึ้นในอนาคต
กระบวนการอนุมัติของ Apple ต้องใช้เวลาหลายเดือน บริษัทต้องสร้างความมั่นใจว่ามีเจ้าหน้าที่พร้อมช่วยเหลือ (Live support) ต้องแสดงสัญลักษณ์ให้ชัดเจนว่าผู้ใช้กำลังคุยกับระบบอัตโนมัติ พร้อมส่งหนังสือรับรองจากผู้ให้บริการข้อความ
นอกจากนี้ยังต้องปรับปรุงหน้าจอการใช้งาน (UI) ตามคู่มือของ Apple อย่างเคร่งครัด เช่น การใช้ Link preview แทน Inline link
ฟอน ฮาเกน ระบุว่า เหตุผลที่ Poke เป็นรายแรกที่ผ่านการอนุมัติคือเรื่อง "ความไว้วางใจ" เพราะจุดยืนของบริษัทสอดคล้องกับ Apple ที่ใส่ใจคุณภาพ มากกว่าการเร่งปั่นยอดผู้ใช้งานด้วยวิธีที่น่ากังขาเหมือนแบรนด์อื่น
ขณะนี้ Apple ยังไม่ออกมาให้ความเห็นว่าจะมีประกาศความคืบหน้าเรื่องนี้ในงานสัมมนาสัปดาห์หน้าหรือไม่ ส่วนทาง Poke กำลังทยอยส่งคำเชิญให้ผู้ใช้เดิมย้ายมาโต้ตอบผ่าน iMessage
ปัจจุบัน Poke มีพนักงาน 10 คน และรับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนอย่าง Spark Capital, General Catalyst และนักลงทุนอิสระ ล่าสุดบริษัทระดมทุนเพิ่มได้อีก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อยอดจากการระดมทุนรอบ Seed Round มูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ดันมูลค่าประเมินหลังการระดมทุน (Post-money valuation) ของบริษัทให้พุ่งแตะ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นที่เรียบร้อย







