
SET ซึมลง ตามหุ้นเทคฯ-พลังงาน จับตาจ้างงานสหรัฐฯ ประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด
InnovestX คาด SET แกว่งซึมลงตามหุ้นเทคฯ-พลังงาน รับแรงกดดันน้ำมันร่วงหลังหยุดยิงเลบานอน พร้อมจับตาตัวเลข NFPs สหรัฐฯ เพื่อหาทิศทางดอกเบี้ย Fed กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ KBANK และ WHA
KEY
POINTS
- InnovestX คาดตลาดหุ้นไทย (SET) ปรับตัวลดลง โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ร่วงลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน
- นักลงทุนกำลังจับตาการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด
- ข้อมูลการจ้างงานดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญในการวิเคราะห์และประเมินทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET แกว่งซึมลง หุ้นกลุ่มอิเล็กฯ อาจย่อตัวตามหุ้น Tech สหรัฐฯ ที่วานนี้ปรับลดลง เช่นเดียวกับกลุ่มพลังงานต้นน้ำอาจได้รับแรงกดดันตามราคาน้ำมันที่ร่วงลง หลังอิสราเอลและ เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิง คาดปูทางไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ขณะที่วันนี้ติดตามการรายงานตัวเลข NFPs ของสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยก่อนการประชุม Fed กลางเดือนนี้ ทางเทคนิคดัชนีพุ่งแรง อาจมีแรงขายสลับออกมาบ้าง หากยืนเส้น 10 วันได้ยังดีอยู่
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET จะไซด์เวย์และมีโอกาสพักฐาน จากปัจจัยฤดูกาล ประกอบกับดัชนีได้ปรับขึ้นทําจุดสูงสุดใหม่ในสัปดาห์ก่อนจากกระแส ลงทุนด้าน AI ซึ่งหนุนให้มีแรงชื่อเข้ามาในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ดี คาด SET ยังมี Downside จำกัด จากความคาดหวัง สหรัฐฯ และอิหร่านจะหาข้อยุติสงครามได้ ซึ่งจะคลายกังวลปัญหา อุปทานน้ำมันชะงักงันและ Supply Shortage รวมถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อสูง นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนในประเทศจากการเริ่มต้นใช้จ่ายในสัปดาห์แรกของไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะช่วยกระจายเม็ดเงิน หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และ Valuation ของ SET ex-DELTA ยังน่าสนใจ โดยมี Fwd PER 69F เพียง 12.5 เท่า (-1SD ของค่าเฉลี่ย ย้อนหลัง)
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ "Selective Buy" ใน 3 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 2/2569 จะเติบโต YoY ส่วนครึ่งหลังปี 2569 โมเมนตัมกำไรยังดีทั้ง HoH -YoY อีกทั้งเราแนะนำ Outperform ได้แก่ ADVANC GULF MINT MTC TIDLOR SCGP
2. หุ้น Domestic & Laggard Value Play เป็นหุ้น Big-cap ที่ราคายังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด ต่างชาติถือครองต่ำ อีกทั้งได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และยังบริหารต้นทุนได้ดี ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ได้แก่ CPALL CPN GLOBAL BEM TRUE
3. หุ้น New Normal ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรม "S-Curve" และได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว เช่น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM) นิคม (WHA AMATA) และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (SCC BANPU HMPRO GLOBAL GUNKUL)
Trading Idea: 1. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจาก World Cup 2026 (11 มิ.ย.-19 ก.ค.) ได้แก่ CPALL CPAXT MINT CENTEL HTC TRUE 2. หุ้น SET50 ที่คาดเป็นเป้า Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่เกิดวิกฤต ได้แก่ BDMS MINT HMPRO LH BEM และ 3. หุ้น Anti-Oil & Reopening ซึ่งจะได้ประโยชน์หากการเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้าเชิงบวก ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันปรับฐานและคลายกังวลปัญหา Supply Shortage โดยเน้นกลุ่มที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่าก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (BGRIM GPSC) ยานยนต์ (AH SAT) และท่องเที่ยว (MINT CENTEL)
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ KBANK ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามอิหร่านทำให้วัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสิ้นสุดลง และทำให้ NIM เข้าสู่จุดเปลี่ยน คาด NIM จะทำจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 อีกทั้งได้อานิสงส์จากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย หนุนให้สินเชื่อปี 2569 คาดจะเติบโต 1% เป้าหมายระยะสั้น 206 บาท
WHA ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากโมเมนตัมการเข้าลงทุนในไทย โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ที่มีความต้องการที่ดินและสาธารณูปโภคสูง และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใหม่ที่ให้ความสนใจ คาดว่ายอดขายที่ดินปี 2569 ที่ 2,500 ไร่ จะสามารถทำได้ตามเป้า เป้าหมายระยะสั้น 5.15 บาท







