posttoday
ปม TH-AI Passport ลุกลาม ทุนน้ำเงินถูกจับตากินรวบงานประมูลภาครัฐ

ปม TH-AI Passport ลุกลาม ทุนน้ำเงินถูกจับตากินรวบงานประมูลภาครัฐ

03 มิถุนายน 2569

เมื่อบัตรผ่านสู่โลก AI กลายเป็นคำถามใหญ่ของรัฐ งบ 1,621 ล้านบาทจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเงาสะท้อนการประมูลที่สังคมต้องร่วมตรวจสอบ ก่อนกลายเป็นค่าโง่ใหม่อีก

KEY

POINTS

  • โครงการ TH-AI Passport ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสในการประมูล โดยมีข้อกล่าวหาว่ากลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับ "กลุ่มทุนน้ำเงิน" อาจมีพฤติกรรมผูกขาดงานจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ
  • งบประมาณโครงการกว่า 1,600 ล้านบาทถูกวิจารณ์ว่าไม่คุ้มค่า โดยงบส่วนใหญ่ราว 1,500 ล้านบาท ถูกใช้ในการซื้อสิทธิ์ AI จากต่างชาติเป็นเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งสูงกว่างบอบรมคนและงบพัฒนา AI ของไทยหลายเท่าตัว
  • คุณสมบัติทางเทคนิคของระบบ AI ที่จัดซื้อถูกตั้งคำถามว่าอาจไม่สอดคล้องกับงบประมาณที่สูง และระบบอาจไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากตามเป้าหมายที่วางไว้ได้จริง

โครงการ Thailand AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE กำลังขยายจากนโยบายส่งเสริมทักษะดิจิทัล สู่คำถามใหญ่เรื่องความโปร่งใส ความคุ้มค่าของงบประมาณ และเครือข่ายเอกชนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวพันกับ “กลุ่มทุนน้ำเงิน” ในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่ที่แนวคิดการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึง AI เพราะในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลก การยกระดับทักษะประชาชนย่อมเป็นเรื่องจำเป็น แต่คำถามสำคัญคือ รัฐกำลังใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อสร้างโอกาสทางปัญญาให้คนไทยจริงหรือไม่ หรือกำลังเปิดช่องให้เอกชนบางกลุ่มเข้าไปยึดพื้นที่งบประมาณรัฐ ภายใต้ชื่อโครงการที่ฟังดูทันสมัยและยากต่อการตรวจสอบของสาธารณะ

วงเงินรวมของโครงการถูกระบุไว้ที่ 1,621.11 ล้านบาท โดยจุดที่ถูกตั้งข้อสงสัยมากที่สุดคือ งบประมาณกว่า 90% หรือราว 1,500 ล้านบาท ถูกจัดวางไว้ในรายการ “ซื้อสิทธิ AI” เพียงบรรทัดเดียว ขณะที่งบสำหรับการอบรมทักษะภายใต้แนวคิด Learn to Earn มีเพียง 60 กว่าล้านบาท และรองรับผู้เข้าร่วมอบรมเพียง 4,800 คน ตัวเลขนี้จึงขัดแย้งกับเป้าหมายการแจกสิทธิให้ประชาชนถึง 5 ล้านคนอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเทียบกับโครงการอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ข้อสงสัยยิ่งชัดเจนขึ้น ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่า โครงการ OKMD Playground ของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ใช้งบประมาณเพียง 2.44 ล้านบาท แต่สามารถเปิดให้ใช้ AI หลากหลายค่ายได้ฟรี

ขณะที่ Thailand AI Passport ใช้งบซื้อสิทธิ AI ต่างชาติสูงถึง 1,500 ล้านบาท มากกว่างบสนับสนุนโครงการ Thai LLM ซึ่งเป็นการพัฒนา AI ภาษาไทยของคนไทยเองหลายเท่าตัว เพราะโครงการดังกล่าวได้รับงบเพียง 80-90 ล้านบาท

อีกด้านหนึ่ง สิทธิ AI ที่จัดซื้อมีอายุใช้งานเพียง 1 ปี หมายความว่า เมื่อหมดอายุรัฐอาจต้องจัดซื้อใหม่ กลายเป็นภาระงบประมาณต่อเนื่องในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อมูลว่ากำลังเตรียมงบประมาณเฟส 2 ไว้อีก 900 ล้านบาท ทั้งที่เฟสแรกยังไม่เริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ และยังไม่มีผลประเมินเชิงประจักษ์ว่าการใช้เงินก้อนแรกสร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้จริงเพียงใด

ข้อกังขายังลุกลามไปถึงเงื่อนไขทางเทคนิคใน TOR ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจไม่สอดคล้องกับคำอธิบายเชิงนโยบาย แม้โครงการจะสื่อสารว่าเป็นการให้สิทธิ AI ระดับ “Pro” แต่รายละเอียดที่ปรากฏกลับไม่มีคุณสมบัติระดับสูง เช่น ระบบ Deep Research, Advanced Voice หรือการเชื่อมต่อกับระบบอื่นอย่าง Google Drive นักวิเคราะห์บางส่วนจึงตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่รัฐกำลังจัดซื้ออาจเป็นเพียงแชทบอทธรรมดา ไม่ใช่ระบบ AI ขั้นสูงตามภาพที่สังคมเข้าใจ

ความสามารถของระบบก็เป็นอีกจุดที่ถูกตั้งคำถาม TOR ระบุว่าระบบรองรับผู้ใช้งานได้ประมาณ 139 คนต่อนาที เมื่อเทียบกับเป้าหมายการแจกสิทธิให้ประชาชน 5 ล้านคน ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่า โครงสร้างระบบถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานจริงในระดับมวลชนหรือไม่ หรือเป็นเพียงการจัดซื้อสิทธิที่มีตัวเลขผู้รับสิทธิจำนวนมาก แต่ความพร้อมเชิงระบบอาจไม่สัมพันธ์กับเป้าหมายดังกล่าว

ประเด็นเรื่อง Token ยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับโครงการ เพราะข้อมูลที่มีไม่ได้ระบุลิมิตการซื้อ Token อย่างชัดเจน ทั้งที่ Token เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงในการใช้ระบบ AI หากไม่มีกรอบจำกัดที่โปร่งใส เจ้าของโครงการหรือผู้เกี่ยวข้องอาจสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งบส่วนนี้ตามการใช้งานจริงได้ ซึ่งเป็นจุดที่สังคมมีสิทธิตั้งคำถามว่า กลไกควบคุมต้นทุนและการตรวจสอบภายหลังถูกออกแบบไว้อย่างรัดกุมเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทำให้โครงการนี้ร้อนแรงกว่างานเทคโนโลยีทั่วไป คือข้อสงสัยเรื่องการประมูลและความเชื่อมโยงกับ “กลุ่มทุนน้ำเงิน”และขยายไปถึงพฤติกรรมการแข่งขันราคา มีข้อมูลว่าบริษัท 3 รายยื่นเอกสารในวันเดียวกัน และเสนอราคาใกล้เคียงกับราคากลางมาก โดยส่วนต่างอยู่เพียง 6-17 ล้านบาท

ลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้นแท้จริงหรือไม่ หรือเป็นการแข่งขันที่มีโครงสร้างราคาพอเหมาะพอดีจนสังคมอดสงสัยไม่ได้

ภาพรวมที่น่าจับตายิ่งกว่านั้น คือข้อกล่าวอ้างว่ากลุ่มบริษัทลักษณะเดียวกันมักปรากฏชื่อในฐานะผู้เสนอราคา ผู้เทียบราคา หรือผู้รับงานในหลายโครงการของกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล และบางกรณีมีลักษณะผลัดกันได้งาน หากข้อสังเกตนี้ขยายผลได้จริง โครงการ Thailand AI Passport อาจไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะกระทรวง DE แต่เป็นหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดให้เห็นโครงสร้างผลประโยชน์ในระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ลึกกว่านั้น

โครงการ Thailand AI Passport มูลค่า 1,600 กว่าล้านบาทอาจเป็นเพียง “แผลเล็ก” เพราะหากสืบค้นลงไปในฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง อาจพบเครือข่ายเอกชนที่ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองเข้าไปมีบทบาทในหลายกระทรวง รวมมูลค่าอาจแตะระดับหลายหมื่นล้านบาท ประเด็นนี้ทำให้การตรวจสอบในระยะต่อไปอาจไม่ได้หยุดที่คำถามว่า AI Passport แพงหรือไม่ แต่ต้องถามว่าใครกำลังได้ประโยชน์จากโครงสร้างการประมูลภาครัฐ

แนวโน้มการตรวจสอบหลังจากนี้จึงมีโอกาสขยายไปไกลกว่าตัวโครงการ ทั้งการตรวจข้อมูลผู้ถือหุ้น เส้นทางผลประกอบการ ความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน ข้าราชการ และฝ่ายการเมือง รวมถึงรูปแบบการยื่นประมูลซ้ำ ๆ ในหลายหน่วยงาน หากพบรูปแบบที่สอดคล้องกันมากพอ ภาพของ “ระบอบสีน้ำเงิน” อาจไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง แต่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านธรรมาภิบาลของรัฐบาล

ในทางการเมือง โครงการนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่างบประมาณ 1,621.11 ล้านบาท เพราะมันแตะทั้งความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ความโปร่งใสของกระทรวงที่ถือธงดิจิทัล และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการใช้ภาษีในโครงการเทคโนโลยีแห่งอนาคต หากรัฐบาลเลือกนิ่งเฉย หรือชี้แจงเพียงผิวเผิน ความสงสัยอาจกลายเป็นแรงกดดันสะสม และอาจย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพทางการเมืองได้ในที่สุด

ทางออกที่รอบคอบที่สุดในเวลานี้ คือการชะลอโครงการเพื่อตรวจสอบ TOR ราคากลาง โครงสร้างงบประมาณ รายละเอียด Token ความสามารถของระบบ และความสัมพันธ์ของผู้เข้าประมูลทั้งหมดอย่างเปิดเผย เพราะ AI ควรเป็นประตูสู่อนาคตของประชาชน ไม่ใช่ประตูหลังของกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง

ท้ายที่สุด Thailand AI Passport จะเป็นโครงการสร้างทักษะแห่งชาติ หรือจะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงของการจัดซื้อจัดจ้างยุคดิจิทัล คำตอบไม่ได้อยู่ที่คำโฆษณาของรัฐ แต่อยู่ที่ความกล้าของผู้มีอำนาจในการเปิดไฟให้สังคมเห็นทุกมุมมืดของโครงการนี้อย่างตรงไปตรงมา

ข่าวล่าสุด

นายกรัฐมนตรี ตักบาตรถวายพระราชกุศล ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

นายกรัฐมนตรี ตักบาตรถวายพระราชกุศล ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี