
จีนเร่งออกกฎหมายควบคุม เมื่อ AI กำลังนำคนที่ตายไปแล้วกลับมา
อุตสาหกรรม Digital human ในจีนมีมูลค่า 4.1 พันล้านหยวน เติบโต 85% พร้อมบริการสร้าง AI จำลองผู้เสียชีวิต จุดประเด็นถกเถียงทั่วโลก
เมื่อพูดถึงประเทศที่มีความก้าวหน้าด้าน AI จีนจะเป็นประเทศที่ทุกคนต่างนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ด้วยการปล่อยโมเดลประสิทธิภาพสูงออกมาอย่างต่อเนื่องให้ใช้งานในฐานะโอเพนซอร์ส ล่าสุดก็เริ่มยกระดับโมเดลให้ทัดเทียมตัวท็อปของสหรัฐฯ เมื่อรวมกับการส่งเสริมจากภาครัฐทำให้นี่เป็นอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
แต่ล่าสุดจีนอาจต้องลองย้อนมองดูอีกครั้ง เมื่อมีการนำ AI มาใช้ชุบชีวิตคนตายอย่างกว้างขวาง
เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ชุบชีวิตผู้ที่จากไปในจีน
ในช่วงที่ผ่านมาจีนนิยมนำ AI มาใช้สร้าง Digital human เป็นอย่างมาก โดยการนำข้อมูลดิจิทัลทั้งในรูปแบบวีดีโอ ภาพ เสียง และข้อความสนทนามาป้อนเข้าสู่ AI เพื่อให้ลอกเลียนและจำลองรูปร่างหน้าตา บุคลิก การเคลื่อนไหว ไปจนการแสดงออกให้ใกล้เคียงกับคนจริงมากที่สุด
สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI ของจีน และการเปิดให้ใช้งานในราคาถูก ทั้งโมเดล Deepseek, Qwen, GLM, Kimi หรือ Seedance ที่สร้างวีดีโอจำลองบุคคลออกมาในระดับความสมจริงสูงมาก จึงได้รับความนิยมในภาคธุรกิจทั้งการบริการลูกค้า โฆษณา หรือสื่อบันเทิงต่างๆ
ความตื่นตัวในส่วนนี้ผลักดันให้ อุตสาหกรรม Digital human ในจีนมีมูลค่าสูงถึง 4.1 พันล้านหยวน(ราว 1.93 หมื่นล้านบาท) ในปี 2024 มีอัตราเติบโตต่อเนื่องอย่างก้าวกระโดดถึง 85% แต่นั่นก็นำมาสู่การตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีอาจเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจลังคมแค่ไหนหากถูกนำมาใช้อย่างผิดวิธี
และคำถามจะยิ่งลึกซึ้งไปกว่านั้น เมื่อมีบริษัทที่รับนำข้อมูลของผู้เสียชีวิตไปให้ AI สร้างตัวตนขึ้นใหม่โดยเฉพาะ
การนำ AI มาสร้างตัวตนของผู้เสียชีวิตขึ้นมาใหม่
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นซับซ้อนเมื่อ AI Avatar ถูกนำมาใช้ในการสร้างตัวตนจำลองทางดิจิทัลของผู้เสียชีวิต ผ่านการยินยอมพร้อมใจของญาติที่โหยหาการได้พบกันอีกครั้ง จนนำไปสู่การสร้างตัวตนจำลองผู้เสียชีวิตขึ้นมาแล้วคิดเป็นบริการที่มีค่าใช้จ่ายจนก่อให้เกิดความกังวล
ตัวอย่างบริษัทที่มีความโดดเด่นในด้านนี้ในจีน เช่น Silicon Intelligence บริษัทจัดสร้าง AI Influencer สำหรับทำการค้าและไลฟ์สดขายของบนโซเชียลมีเดีย ก่อนต่อยอดธุรกิจดังกล่าวโดยการนำบุคคลที่จากไปแล้วมาจำลองผ่าน AI แล้วจึงกลายมาเป็นตลาดอุตสาหกรรมคืนชีพคนตาย โดยอาศัยวีดีโอต้นแบบที่มีความยาวเพียง 1 นาที
อีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับธุรกิจนี้คือ Super Brain สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งในปี 2023 ที่ผลักดันการให้บริการชุบชีวิตคนที่จากไปให้กลับมาในรูปแบบดิจิทัลจนโด่งดัง โดยเน้นการเยียวยาจิตใจจากการสูญเสีย ที่เกิดขึ้นกับการจากไปของบุคคลในครอบครัวโดยเฉพาะ
ขั้นตอนการทำงานจะอาศัยข้อมูลเชิงดิจิทัลของผู้เสียชีวิตเป็นฐาน มาสร้างเป็นอวาตาร์เสมือนจริงของผู้เสียชีวิตบนแท็บเล็ตแล้วให้วางตั้งในรูปแบบกรอบรูป พร้อมสามารถพูดคุยวีดีโอคอลโต้ตอบกับ AI Avatar เหล่านั้นได้แบบเรียลไทม์ จนให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับไปคุยกับผู้เสียชีวิตอีกครั้ง
เบื้องหลังการพูดคุยนี้เกิดจากการนำภาพของผู้เสียชีวิตมา Deepfake ทั้งหน้าตาและเสียงพูด สร้างเป็นอวาตาร์ตอบโต้แบบเรียลไทม์ จากนั้นจึงให้ นักจิตวิทยา หรือ นักบำบัด ของบริษัทมาพูดคุย แล้วสวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตอย่างสมจริง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้คำปรึกษา และบำบัดความเศร้าที่เกิดหลังความสูญเสีย
ส่วนนี้เองที่นำไปสู่การตั้งคำถาม แค่การนำ AI มาเทรนแล้วปั้นให้เป็นคนที่ตายไปก็น่าตั้งคำถามมากพอ แต่การนำหน้าตาและเสียงของคนตายมาให้คนยังมีชีวิตอยู่สวมแล้วใช้ประโยชน์ยิ่งชวนให้กังวล โดยอัตราค่าบริการของ Super Brain อยู่ที่ราว 10,000 – 20,000 หยวน(ราว 50,000 – 100,000 บาท)
กฎระเบียบที่ยังไล่ตามไม่ทัน
แนวคิดในการพูดคุยกับคนตายไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่อยู่คู่กับหน้าประวัติศาสตร์ของเราเสมอมา ครั้งนี้เป็นเพียงความพยายามในการมองหาแนวทางธุรกิจที่ชัดเจนขึ้นผ่านเทคโนโลยีใหม่ และนั่นก่อให้เกิดการตั้งคำถามต่อศีลธรรมและความเหมาะสมเป็นวงกว้าง ไม่ใช่แค่ในจีนแต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
การใช้ข้อมูลคนดังมีชื่อเสียงในการสร้างสื่อปลอมได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง เช่น กรณี Robin Williams ที่ถูกสร้างวีดีโอ AI ในการใช้ชีวิตร่วมกับลูกสาว หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ การนำ AI มาจำลองเป็นผู้เสียชีวิตเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ เช่น การจำลองผู้หญิงคหนึ่งที่ถูกข่มขืนแล้วฆ่าในแทนซาเนีย ในการใช้เป็นเครื่องเตือนใจผู้หญิง ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามมากมาย
เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ผู้คนจะโหยหาคนที่จากไปและเริ่มมองหาเครื่องยึดเหนี่ยว ที่ผ่านมาเราอาจมองหาคนรอบตัว ศาสนา ความเชื่อ หรือเรื่องลึกลับและพิธีกรรมต่างๆ ครั้งนี้เป็นการขยับจากเรื่องเหล่านั้นออกมาเป็นภาพที่จับต้องได้ การพูดคุยกับคนที่จากไปอีกครั้งเป็นดึงดูดใจจนมีผู้ให้การสนับสนุนและใช้บริการมากมาย
ความนิยมในส่วนนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มมองหากฎระเบียบมาควบคุม รัฐบาลจีนก็เล็งเห็นในส่วนนี้ สำนักบริหารการกำกับดูแลไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) จึงได้มีการร่างกฎหมายขึ้นมา หลังจากเคยปราบปรามการสวมรอยเป็นบุคคลสาธารณะด้วย Deepfake จาก AI มาแล้วครั้งหนึ่ง
กฎระเบียบที่ถูกร่างขึ้นกำหนดให้ การนำข้อมูลส่วนตัวไปทำ Deepfake และสวมรอยเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงมีโทษทางกฎหมาย พร้อมห้ามไม่ให้ตัวตน AI เหล่านี้เผยแพร่เนื้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง ยุยงให้ล้มล้าล้างอำนาจรัฐ ไปจนห้ามให้บริการผู้เยาว์เพื่อป้องกันการบ่มเพาะอารมณ์และนิสัยที่อาจก่ออันตรายแก่เยาวชน
นับเป็นความพยายามในการเข้าควบคุมดูแลการสร้างตัวตนดิจิทัลของรัฐบาลจีน ถือเป็นแนวทางที่เน้นการพัฒนามากกว่าความปลอดภัย ที่เมื่อดูจากข้อกฎหมายแล้วดูจะเน้นความมั่นคงภาพรวม มากกว่าการเข้ามากำกับดูแลเทคโนโลยี
จริงอยู่นี่ถือเป็นเรื่องใหม่เพราะเทคโนโลยี AI เพิ่งได้รับความนิยมกันมาไม่กี่ปี แนวคิดในการนำ AI มาคืนชีพคนตายก็ได้รับการพูดถึงในวงจำกัด แต่ด้วยแนวโน้มการเติบโตและความก้าวหน้าในปัจจุบัน เราอาจได้เห็นผลกระทบทางสังคมเกิดขึ้นอีกพักใหญ่ จึงจะมีกฎระเบียบการควบคุมเกิดขึ้นอย่างจริงจัง
ที่มา
https://theconversation.com/ai-can-make-the-dead-talk-why-this-doesnt-comfort-us-272944
https://www.sixthtone.com/news/1014906







