posttoday

เดือนหน้ามาแน่ "เมทเธียร์" ประกาศลงทุน "ฮิวแมนนอยด์" บุกอุตสาหกรรม

17 เมษายน 2569

เตรียมจับมือยักษ์ใหญ่ตั้ง JV ในไทย ชูจุดเด่นฝึกฝนข้อมูลด้วย AI เจาะลึกรายอุตสาหกรรม หวังลดต้นทุน-แก้ปัญหาแรงงาน

นายขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมทเธียร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะเป็นผู้บุกเบิกการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวหุ่นยนต์ 2-3 ตัว เพื่อทดลองใช้งานจริงในพื้นที่สนามบินภายในปีนี้ ซึ่งจะทำหน้าที่ในลักษณะของตู้คีออสที่มีแขนขา เพื่อให้บริการเช็คอิน หรือช่วยแนะนำผู้โดยสารก่อน เพื่อสร้างการรับรู้ในตลาดว่าเมทเธียร์จะบุกตลาดนี้

ในขณะที่ภายในเดือนหน้า หรือ เดือน พ.ค. 2569 จะมีการร่วมลงทุนตั้งบริษัทกับจีนเพื่อทำโรงงานประกอบหุ่นยนต์ในประเทศไทย เพราะมีความเชี่ยวชาญและช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า หากเข้ามาตั้งโรงงานประกอบในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีแผนจะทำงานร่วมกับบริษัทไอทียักษ์ใหญ่เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอีกด้วย

นายขยล กล่าวว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในตลาดปัจจุบันส่วนใหญ่ยังทำได้เพียงการเต้นโชว์ แต่สิ่งที่เมทเธียร์ต้องการคือ "หุ่นยนต์ที่ทำงานได้จริง" ดังนั้นหัวใจสำคัญคือ "Data Training" สร้างสมองเฉพาะทางให้หุ่นยนต์ ซึ่งความท้าทายของการนำฮิวแมนนอยด์มาใช้ในไทยคือ "ความรู้เฉพาะทางของแต่ละอุตสาหกรรม เมทเธียร์จึงให้ความสำคัญกับการทำ Customized Data Training โดยมีรูปแบบการทำงานดังนี้

Data Factory เป็นศูนย์ฝึกฝนข้อมูลที่นำคนมาเทรนหุ่นยนต์ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล้อง VR เพื่อให้หุ่นยนต์เรียนรู้ทักษะเฉพาะ เช่น การชงกาแฟ, การเติมของบนชั้นในร้านสะดวกซื้อ หรือแม้แต่การรีดผ้า

การปรับปรุงตามความต้องการลูกค้า แทนที่จะขายหุ่นยนต์สำเร็จรูป เมทเธียร์จะรับ ความต้องการจากลูกค้า (B2B) แล้วนำมาพัฒนา Data เพื่อป้อนเข้าสู่สมองของหุ่นยนต์ ซึ่งกระบวนการเทรนอาจใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี

เดือนหน้ามาแน่ "เมทเธียร์" ประกาศลงทุน "ฮิวแมนนอยด์" บุกอุตสาหกรรม

ขยล ตันติชาติวัฒน์

นายขยล มองว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า แรงงานคนจะหายไปกว่า 50% และจะถูกแทนที่ด้วยโรโบติกส์โดยเฉพาะในงานที่ไม่มีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง เช่น งานรักษาความปลอดภัยและงานทำความสะอาด โดยหุ่นยนต์หนึ่งตัวมีราคาตั้งแต่หลักแสนถึงล้านบาท (อ้างอิงราคาตลาดโลกประมาณ 700,000 บาท) ซึ่งหากเทียบกับค่าจ้างแรงงานคน 2-3 กะ รวมถึงค่าล่วงเวลา (OT) และสวัสดิการการลาต่างๆ การใช้หุ่นยนต์จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าในระยะยาว

นอกจากนี้ การใช้หุ่นยนต์จะเข้ามาช่วยการแก้ Pain Point เช่น งานทำความสะอาดในพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือต้องการความสะอาดตลอดเวลาอย่างห้องน้ำในสนามบิน ซึ่งหุ่นยนต์รุ่นใหม่สามารถตรวจจับสิ่งสกปรกและกลับมาทำความสะอาดซ้ำได้ทันที

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องหุ่นยนต์แล้ว เมทเธียร์ยังมุ่งเน้นการสร้าง New Ecosystem ในธุรกิจการบริหารจัดการอาคาร (Facilities Management - FM) ภายใต้แนวคิด "Smart FM" ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการอาคาร อาทิ 

Command Center  ศูนย์รวบรวม Database เพื่อมอนิเตอร์และบริหารจัดการทรัพยากรแบบ Real-time เช่น การติดตามการทำงานของพนักงาน, การจัดการพลังงาน (ESG), และการวิเคราะห์การใช้ทรัพยากรอย่างถุงขยะหรือหลอดไฟเพื่อลดต้นทุนให้ลูกค้า

การเชื่อมต่อแพลตฟอร์ม เช่น การใช้แอปพลิเคชัน M-Force ในการจัดตารางงานพนักงาน และการเชื่อมต่อระบบ AI Traffic Control ตลอดจนระบบระบายน้ำร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

เป้าหมายของเมทเธียร์ในปีนี้ คือการกลับมาเน้นเรื่องคุณภาพ โดยใช้เทคโนโลยีและ Lean Process เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับลูกค้าในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงจะอาสาเป็นตัวประสานกับซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องในการนำเสนอสินค้าให้กับลูกค้าของเมทเธียร์ให้ได้ต้นทุนที่ถูกว่า เช่น ซัพพลายถุงขยะที่มีราคาสูงขึ้นจากภาวะสงคราม และ หลอดไฟ ที่สามารถช่วยให้อาคารประหยัดพลังงานได้ เป็นต้น 

ข่าวล่าสุด

สายการบินโลกระส่ำ จากวิกฤตน้ำมัน Lufthansa เริ่มground เครื่องแล้ว