หมดยุคนั่งร้าน สู่โดรนทาสีอาคารด้วย AI ที่ทั้งสะดวกและปลอดภัย
Lucid Bots เปิดตัว Sherpa โดรนทาสีอาคารขับเคลื่อนด้วย AI บินพ่นสีแทนคน ลดอุบัติเหตุ ทำงานเร็วขึ้น 3 เท่า ต้นทุนต่ำลงครึ่งหนึ่ง
KEY
POINTS
- มีการพัฒนาโดรนทาสีอาคารชื่อ "Sherpa" ซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบ AI เพื่อทดแทนการใช้แรงงานคนบนนั่งร้านที่มีความเสี่ยงสูง
- โดรนสามารถทาสีได้เร็วกว่าแรงงานคนถึง 3 เท่า ช่วยลดต้นทุนได้ 50% และควบคุมคุณภาพงานให้เรียบเนียนสม่ำเสมอด้วย AI
- เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่คนงาน โดยลดความเสี่ยงจากการพลัดตกจากที่สูงและอันตรายจากการสัมผัสสารเคมีในสีโดยตรง
การทาสีอาคาร ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญต่อการก่อสร้างบ้านหรืออาคารขึ้นมาสักหลัง ไม่เพียงเพื่อเพิ่มความสวยงามยังช่วยให้อาคารทนแดดทนฝน อย่างไรก็ตามด้วยสภาพอาคารหรือสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้นี่เป็นหนึ่งในงานที่มีความเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุจนนำไปสู่อาการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ง่าย
แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อเราสามารถใช้โดรนทาสีอาคารทั้งหลังได้ด้วย AI
Sherpa โดรนทาสีอาคารที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ผลงานนี้เป็นบริษัทผลิตหุ่นยนต์ Lucid Bots กับการคิดค้นพัฒนาระบบโดรนรุ่นใหม่ในชื่อ Sherpa ที่ได้รับการติดตั้งโมดูลสำหรับพ่นสารไปกับตัวเครื่อง ส่งผลให้โดรนสามารถทำการฉีดพ่นสารเคลือบและสีระหว่างทำการบิน จนสามารถทำหน้าที่ทดแทนการทาสีอาคารได้
โดยพื้นฐานโดรน Sherpa ขับเคลื่อนด้วยระบบ Embodied AI ระบบ AI ที่ผสานเข้ากับการขับเคลื่อนทางกายภาพ โมเดลนี้ช่วยให้ระบบสามารถนำข้อมูลสภาพแวดล้อม สถานการณ์ และคำสั่งที่ได้รับมาประมวลผล ช่วยให้โดรนที่ติดตั้งปรับตัวหรือตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์
ในกรณีของ Sherpa ระบบนี้ถูกนำมาใช้ในการทาสี โดยเริ่มจากวิเคราะห์แรงลม รูปทรงและสภาพพื้นผิวของอาคารที่เป็นเป้าหมาย เมื่อประมวลผลเสร็จสิ้นจึงออกคำสั่งไปยังโมดูลทาสีที่ได้รับการติดตั้ง โดยจะมีการปรับรูปแบบการพ่นสีให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพพื้นที่ จึงสามารถปรับสภาพและทิศทางการพ่นสีให้ออกมาเรียบเนียนในทุกสถานการณ์
ตัวโดรนมีขีดความสามารถในการบินสูงสุดราว 48 เมตร สามารถทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานจากการเชื่อมกับสายส่งพลังงาน แม้จะขาดความคล่องตัวไปบ้าง แต่ Sherpa สามารถทาสีอาคารครอบคลุมพื้นที่ได้เร็วถึง 18 ตารางเมตร/นาที ช่วยให้การทาสีเสร็จเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า มีต้นทุนต่ำกว่าการทาสีปกติถึง 50%
Sherpa จึงถือเป็นโดรนทาสีที่น่าสนใจ และอาจช่วยแบ่งเบาภาระทางการก่อสร้างและซ่อมแซมในอนาคต
เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแย่งงาน แต่ช่วยลดอันตรายแก่คนงาน
เมื่อมีการเข้ามาของเทคโนโลยีสิ่งที่ทุกคนต่างกังวลคือ การเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน แต่ในส่วนการทาสีอาคารอาจเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากนี่เป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก ในประเทศไทยเราก็สามารถพบเห็นข่าวช่างทาสีพลัดตก หรือเซฟตี้เสียหายจนก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตได้ทั่วไป
อันตรายอีกอย่างที่เกิดขึ้นได้กับช่างทาสีคือ อันตรายจากสารเคมี สีที่ใช้งานในอุตสาหกรรมก่อสร้างประกอบด้วย สารระเหย สารพิษ และโลหะหนัก สร้างผลกระทบต่อสุขภาพในหลายด้าน ในระยะยาวสามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ปัญหาทางระบบประสาท หรือแม้แต่โรคทางสมอง การเข้ามาของโดรนพ่นสีจึงช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและสุขภาพในระยะยาว
อีกส่วนที่ให้โดรนพ่นสีโดดเด่นกว่าคือ ความง่ายในการใช้งาน การทาสีอาคารตามปกติต้องพึ่งพานั่งร้าน มีการติดตั้งอุปกรณ์เซฟตี้หลายชนิดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและโอกาสได้รับอันตราย เป็นกระบวนการที่ยุ่งยาก กินเวลา และต้องใช้แรงงานมาก ขณะที่โดรนพ่นสีแค่ติดตั้งแล้วบินขึ้นไปด้วยคนควบคุมเพียงคนเดียว จึงประหยัดเวลาและต้นทุนกว่า
ในระหว่างการปฏิบัติงาน หลังจากทาสีไปสักพักอาจประสบปัญหาด้านฝีแปรงไม่เท่ากัน ขึ้นกับความเหนื่อยล้าและสภาพร่างกายของช่างทาสีในตอนนั้น แต่ Sherpa ที่ติดตั้ง Embodied AI จะไม่เกิดปัญหานี้ ด้วยการคำนวณระยะห่างและแรงลม จึงสามารถรักษาคุณภาพงานให้เรียบเนียนตลอดวันอย่างราบรื่น
นอกจากใช้ในการพ่นสีทดแทนช่างทาสีได้แล้ว โดยพื้นฐานโดรน Sherpa ยังสามารถใช้ในการทำความสะอาดกระจกและพื้นผิวของตึกสูงได้อยู่ก่อน จึงสามารถจัดการฉีดน้ำทำความสะอาดพื้นผิวโดยคร่าว หรืออุดรอยแตกขนาดเล็กในขั้นตอนการเตรียมงานได้ด้วยเช่นกัน
นี่ทำให้ Sherpa เป็นโดรนพ่นสีที่อาจเข้ามาช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่กำลังประสบภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายประเทศได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันโดรนพ่นสี Sherpa เริ่มมีการใช้งานและออกปฏิบัติการทั่วสหรัฐฯแล้วกว่า 500 ตัว สามารถนำไปใช้ในการพ่นสารกันซึม ทาสีปิดรอย และลบภาพขีดเขียนที่เกิดบนทางหลวงหรืออาคารได้อย่างราบรื่น และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมก่อสร้างต่อไป
ที่มา
https://interestingengineering.com/innovation/new-drone-paints-faster-than-humans


