posttoday

จากการแบนโซเชียลมีเดีย สู่การลงข้อมูลและภาพเด็กบนโลกออนไลน์

07 มกราคม 2569

กฎหมายแบนโซเชียลมีเดียอาจไร้ความหมาย หากพ่อแม่ยังติดกับดัก Sharenting โพสต์ภาพลูกไม่ยั้งคิด เสี่ยงทำร้ายอนาคตเด็กโดยไม่รู้ตัว

KEY

POINTS

  • แม้จะมีความพยายามแบนโซเชียลมีเดียในเด็กเพื่อป้องกันภัยออนไลน์ แต่ปัญหาที่ถูกมองข้ามคือการที่ผู้ปกครองเป็นผู้โพสต์ข้อมูลและภาพของลูกเสียเอง
  • พฤติกรรมที่เรียกว่า "Sharenting" ทำให้เด็กมีตัวตนดิจิทัลและข้อมูลส่วนตัวถูกเปิดเผยสู่สาธารณะโดยที่เด็กไม่เคยยินยอม
  • การโพสต์ข้อมูลของลูกโดยไม่ไตร่ตรองนำไปสู่ความเสี่ยงร้ายแรงหลายด้าน ทั้งการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว ภัยคุกคามทางกายภาพ และผลกระทบทางจิตใจในระยะยาว

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวระดับโลก เมื่อออสเตรเลียลั่นกลองรบประกาศใช้กฎหมาย "แบนโซเชียลมีเดียในเยาวชน" เป็นที่แรก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมที่สั่นสะเทือนไปทั่วทุกทวีป นานาประเทศเริ่มหยิบยกวาระนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น ร่างกฎหมายถูกร่างขึ้นด้วยความหวังว่า นี่คือ "ยาแรง" ที่จะมาหยุดยั้งวิกฤตการติดจอและภัยไซเบอร์ในหมู่เด็กและเยาวชนได้

 

ทว่าในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังพยายามสร้างกำแพงป้องกันเด็กๆ ออกจากโลกออนไลน์ กลับมีช่องโหว่ขนาดมหึมาที่ถูกมองข้าม ข้อโต้แย้งที่น่าสนใจเริ่มผุดขึ้นมาว่า การห้ามเด็กเล่นโซเชียลมีเดียจะมีประโยชน์อะไร? ในเมื่อพ่อแม่นั่นแหละ คือผู้นำข้อมูลของลูกเข้าสู่ระบบเสียเอง

 

จากการแบนโซเชียลมีเดีย สู่การลงข้อมูลและภาพเด็กบนโลกออนไลน์

 

โซเชียลของผู้ปกครอง เมื่อเด็กไม่ต้องล็อกอินก็มีตัวตน

 

แนวคิดการหักดิบด้วยการจำกัดอายุผู้ใช้งาน อาจดูเหมือนทางออกที่สวยหรูในการลดปัญหาเด็กติดจอหรือการถูกล่อลวง แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน มาตรการนี้อาจกันเด็กออกจากแพลตฟอร์มได้ แต่ไม่สามารถป้องกัน "ข้อมูลของเด็ก" จากระบบอัลกอริทึมได้เลย

 

ความจริงที่น่าตกใจคือ เด็กจำนวนมากมี "ตัวตนดิจิทัล" (Digital Identity) ที่สมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์ก่อนจะหัดเล่นโซเชียลมีเดียเสียอีก ข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่ชื่อจริง วันเกิด โรงเรียนที่เรียน กิจวัตรประจำวัน ไปจนถึงปัญหาสุขภาพ ถูกบันทึกและจัดเก็บไว้อย่างครบถ้วน โดยที่เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องแตะต้องสมาร์ตโฟนเลยแม้แต่ปลายนิ้ว

 

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากแฮกเกอร์ที่ไหน แต่เกิดจากความรักและความภูมิใจของผู้ปกครองที่เรียกว่า "Sharenting" (Share + Parenting) หรือพฤติกรรมการโพสต์เรื่องลูกแบบไม่ยั้งคิดนั่นเอง

 

จากการแบนโซเชียลมีเดีย สู่การลงข้อมูลและภาพเด็กบนโลกออนไลน์

 

Sharenting ภัยเงียบในคราบความรัก

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากเก็บช่วงเวลาอันล้ำค่า ก้าวแรกที่เดิน คำแรกที่พูด หรือความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ไว้ในความทรงจำ โซเชียลมีเดียจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนบันทึกความทรงจำที่สะดวกสบาย

 

แต่ในทางเทคนิค การกระทำนี้คือการป้อนข้อมูลของมนุษย์คนหนึ่งเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มสามารถเรียนรู้พฤติกรรม วิถีชีวิต และสร้างโปรไฟล์ของเด็กคนนั้นขึ้นมาได้อย่างแม่นยำ และเมื่อเนื้อหาถูกตั้งค่าเป็น "สาธารณะ" ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกลุ่มญาติมิตร แต่จะถูกส่งออกไปสู่สายตาคนแปลกหน้านับล้านเพื่อแลกกับยอด Engagement

 

สิ่งที่น่ากลัวคือ วงจรนี้ไม่ได้จำกัดแค่พ่อแม่ แต่ลามไปถึงปู่ย่าตายาย เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่โรงเรียนที่ชอบโพสต์รูปกิจกรรมนักเรียน สิ่งเหล่านี้ประกอบร่างกลายเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เด็กไม่เคยร้องขอ ทำให้คำสอนที่ว่า "อย่าคุยกับคนแปลกหน้า" ก็ไร้ความหมาย เมื่อคนแปลกหน้าเหล่านั้นรู้จักลูกของคุณดียิ่งกว่าตัวคุณเอง

 

จากการแบนโซเชียลมีเดีย สู่การลงข้อมูลและภาพเด็กบนโลกออนไลน์

 

อันตรายที่เกิดขึ้นการโพสต์แบบไม่คิด

 

ผลกระทบของ Sharenting นั้นรุนแรงและซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น และนี่คือ 3 ความเสี่ยงหลักที่รอวันปะทุ

 

1. การขโมยตัวตน (Identity Theft) หลายคนอาจไม่ทันคิดว่าการโพสต์ภาพป้ายชื่อโรงเรียน กิจกรรมสนุกสนาน หรือแคปชันซึ้งๆ ในวันเกิด คือการแจกข้อมูลสำคัญให้มิจฉาชีพ ชื่อสัตว์เลี้ยงตัวแรกที่โพสต์ขำๆ อาจเป็นคำตอบของคำถามเพื่อกู้คืนรหัสผ่าน (Security Question) ข้อมูลเหล่านี้เพียงพอให้แฮกเกอร์สวมรอย เข้าถึงบัญชีธนาคาร หรือสร้างตัวตนปลอมเพื่อไปหลอกลวงผู้อื่นต่อ โดยใช้ใบหน้าและข้อมูลของเด็กเป็นเครื่องมือ

 

2. ภัยคุกคามทางกายภาพ (Physical & Cyber Threats) การเช็กอินสถานที่ หรือถ่ายรูปติดตราโรงเรียน คือการติด GPS ให้ลูกโดยไม่รู้ตัว ผู้ไม่หวังดีสามารถแกะรอยกิจวัตรประจำวันเพื่อเข้าถึงตัวเด็กได้ แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ยุคของ AI และ Dark Web ภาพถ่ายไร้เดียงสา เช่น ภาพตอนอาบน้ำ หรือชุดว่ายน้ำ อาจถูกดูดไปใช้เทรน AI หรือถูกตัดต่อเป็นภาพลามกอนาจารเด็กเพื่อซื้อขายในตลาดมืด สร้างบาดแผลที่ไม่มีวันลบหายไปจากอินเทอร์เน็ต

 

3. รอยร้าวในจิตใจ (Psychological Impact) รูปตลกตอนร้องไห้ หรือคลิปเต้นท่าทางขบขัน ถึงดูน่ารักสำหรับผู้ใหญ่ในวันนี้ แต่อาจถูกเพื่อนที่โรงเรียนใช้ล้อเลียน (Bully) ผลสำรวจจาก Microsoft ระบุชัดเจนว่า วัยรุ่นกว่า 42% (อายุ 13-17 ปี) ไม่พอใจที่พ่อแม่โพสต์เรื่องของพวกเขาโดยไม่ถามความสมัครใจ จนอาจนำไปสู่วิกฤตความศรัทธาที่ลูกมีต่อพ่อแม่

 

แนวทางแก้ไข ที่ต้องเริ่มจากพ่อแม่

 

การแบนโซเชียลมีเดียระดับชาติอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากต้นเหตุอย่างผู้ปกครองยังขาดความตระหนักรู้ การปกป้องเด็กในยุคดิจิทัลจึงต้องเริ่มที่บ้าน

 

- ความปลอดภัยสำคัญกว่ายอดไลค์ ก่อนกดโพสต์ ให้ฉุกคิดเสมอว่าข้อมูลนี้จะส่งผลเสียต่อลูกในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือไม่ หากต้องการเก็บความทรงจำ ให้เลือกตั้งค่าเป็นส่วนตัว (Private) หรือแชร์เฉพาะกลุ่มครอบครัว

 

- เซ็นเซอร์ก่อนแชร์ ปิดบังตราโรงเรียน พิกัดบ้าน หรือข้อมูลระบุตัวตนที่ชัดเจน

 

- สอนเรื่องความปลอดภัยข้อมูลและขออนุญาต ลองถามลูกดูว่า รูปลงนี้ได้ไหม? แม้เขาจะยังเล็ก แต่นี่คือการปลูกฝังให้เขารู้จักสิทธิ์ในร่างกายและข้อมูลของตนเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

 

ท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายที่เข้มแข็งที่สุดอาจไม่ใช่กฎหมายที่เขียนลงในกระดาษโดยรัฐบาล แต่คือกฎเหล็กในใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะไม่ยอมแลกความปลอดภัยชั่วชีวิตของลูก กับความพึงพอใจชั่วคราวบนโลกออนไลน์

 

 

 

ที่มา

 

https://theconversation.com/if-social-media-for-kids-is-so-bad-should-we-be-allowed-to-post-kids-photos-online-271387

 

https://www.pcmag.com/news/parents-stop-oversharing-your-kids-on-social-media

 

ข่าวล่าสุด

"สูงวัยไปต่อ" เทียบนโยบายเพื่อผู้สูงวัย 4 "พรรคการเมือง"