ไทยเปิดโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์ ปั้น"ชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050"
กางแผน 5 กลไก ปั้น ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050’ ดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท สร้างบุคลากร 2.3 แสนคน ยกระดับไทยเป็นฐานผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค
KEY
POINTS
- รัฐบาลเปิดตัวโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติระยะยาว 25 ปี (พ.ศ. 2569 – 2593) เพื่อผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” และยกระดับประเทศสู่การเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค
- ตั้งเป้าหมายดึงดูดการลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 2.3 แสนคน ผ่าน 5 กลไกขับเคลื่อนหลัก เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางการเงิน และการพัฒนากำลังคน
- มุ่งเน้นการพัฒนาชิป 5 กลุ่มที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น ยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ
ในโลกยุคดิจิทัลที่ "ชิป" กลายเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีทุกอย่าง ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จึงถูกขยับขึ้นเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีมูลค่าคาดการณ์สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
ล่าสุด รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ได้พิจารณาร่างแรกของ “โรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” เพื่อผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) อย่างเป็นรูปธรรม
วิสัยทัศน์ 25 ปี และเม็ดเงินลงทุนมหาศาล โรดแมปฉบับนี้ไม่ได้มองเพียงระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานยาว 25 ปี (ค.ศ. 2026 – 2050) โดยตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการดึงดูดเงินลงทุนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และการผลิตบุคลากรทักษะสูงในประเทศให้ได้กว่า 2.3 แสนคน
เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิต เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นผู้นำในภูมิภาคเทียบชั้นคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม
5 กลไกหลัก: ฟันเฟืองขับเคลื่อนชิปไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย รัฐบาลได้วางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน
1. ด้านสิทธิประโยชน์: ให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว เพื่อดึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่
2. ด้านบุคลากร: พัฒนาหลักสูตรความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์
3. ด้านเทคโนโลยี: ยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน
4. โครงสร้างพื้นฐาน: จัดตั้งพื้นที่อุตสาหกรรมแบบคลัสเตอร์ พร้อมพัฒนาระบบไฟฟ้าสะอาดและน้ำที่มีประสิทธิภาพ
5. สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ: อำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาต และเจรจาข้อตกลงการค้ากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และยุโรป
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว"
"การที่บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ ได้พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้"
เจาะจงผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดแข็ง ไทยไม่ได้หว่านแหไปทุกผลิตภัณฑ์ แต่เลือกเน้น 5 กลุ่มชิปที่มีศักยภาพสูง ได้แก่
Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete
เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมที่ไทยเข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น ยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ, และระบบออโตเมชั่น
โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นการประกอบและทดสอบชิป (OSAT) และการออกแบบชิป (IC Design) พร้อมผลักดันให้เกิดโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) ในไทย
ความพร้อมและฐานธุรกิจเดิม ประเทศไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่ง โดยในช่วงปี 2561 – 2568 มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แล้วกว่า 1,748 โครงการ มูลค่ารวม 1.17 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Infineon, Sony, NXP และ Analog Devices ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น "Local Champion" ในอนาคต
การเดินหน้าตามโรดแมปนี้เปรียบเสมือนการวาง "ระบบปฏิบัติการใหม่" ให้กับเศรษฐกิจไทย ที่จะเปลี่ยนจากผู้ซื้อและผู้ประกอบ เป็นผู้ออกแบบและผู้ผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน


