สัญญาณเตือนฮิวแมนนอยด์ แนวโน้มฟองสบู่หุ่นยนต์อาจกำลังมา
หุ่นยนต์จีนโตพุ่งแรงจนเสี่ยงล้นตลาด แม้ตัวเลขชี้ขยายตัวสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจเกิดฟองสบู่ หากผลิตเร็วกว่าอุปสงค์และนวัตกรรมไม่ก้าวพอ
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในจีนเติบโตอย่างรวดเร็วจนน่ากังวล โดยมีบริษัทผู้ผลิตผุดขึ้นกว่า 150 แห่ง ทำให้หน่วยงานรัฐบาลจีนและสถาบันการเงินออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากภาวะการผลิตล้นตลาด
- ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่คือ หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำไปใช้งานจริงอย่างคุ้มค่า, นวัตกรรมเริ่มหยุดนิ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ขาดความแตกต่าง และอาจเกิดสงครามราคา
- จีนมีความเสี่ยงในระยะยาวเนื่องจากมุ่งเน้นพัฒนาด้านกายภาพและการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ ในขณะที่คู่แข่งอย่างสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมองกล (AI) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานซับซ้อน
เมื่อพูดถึงคำว่า ฟองสบู่ ในชั่วโมงนี้ สปอตไลท์ย่อมส่องไปที่วงการ AI ที่ขยายตัวร้อนแรงจนผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเริ่มกังวล แต่ในแวดวงเทคโนโลยีนั้นยังมีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับการสูบฉีดเม็ดเงินมหาศาล จนส่อแววจะก่อให้เกิดิ ฟองสบู่ อีกลูกได้เช่นกัน นั่นคือ "อุตสาหกรรมหุ่นยนต์"
วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกันว่า ทำไมนวัตกรรมที่กำลังเติบโตนี้ถึงกำลังเดินหน้าเข้าสู่ความเสี่ยงครั้งใหญ่?
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หุ่นยนต์จีนกำลังจะครองโลก
ในช่วงที่ผ่านมาความก้าวหน้าของหุ่นยนต์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการสนับสนุนอย่างกว้างขวางของจีน ภาครัฐบรรจุเรื่องนี้ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ พร้อมผลักดันสนับสนุนตลาดจนทำให้เอกชนพากันทุ่มเม็ดเงินมหาศาล ผลักให้อุตสาหกรรมหุ่นจีนโดดเด่นน่าจับตา
หลายท่านอาจรู้สึกว่า สหรัฐฯเองก็พัฒนาหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่องเช่นกัน แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า จีนกำลังครองตลาดนี้อย่างชัดเจน โดยมีข้อแตกต่างดังนี้
- จีน มีบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาหุ่นยนต์กว่า 150 แห่ง ทั่วประเทศ สินค้าพร้อมส่ง บางเจ้ากดสั่งซื้อได้ทันที ส่งผลให้มีการใช้งานจริงในวงกว้าง ไม่ใช่แค่ในโรงงานแต่ลามไปถึงภาคธุรกิจและร้านค้ารายย่อย จนครองสัดส่วนตลาดโลกกว่า 50%
- สหรัฐฯ แม้จะได้รับความสนใจสูง แต่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นหลัก การใช้งานยังจำกัดอยู่ในวงแคบภายในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือ สงครามราคา จีนทำให้หุ่นยนต์ที่ล้ำสมัยกลายเป็นสินค้าจับต้องได้ โดยหุ่นยนต์ทั่วไปเริ่มต้นเพียง 2 แสนบาท ทำให้ห้างร้านทั่วไปซื้อหามาใช้ได้ ในขณะที่หุ่นยนต์จากฝั่งสหรัฐฯ ราคาพุ่งไปแตะ 8 ล้านบาท จึงจำกัดวงอยู่แค่โรงงานขนาดยักษ์เท่านั้น
ช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นได้ว่า จีนขยันจัดอีเวนท์และปล่อยคลิปโชว์ศักยภาพหุ่นยนต์ที่น่าทึ่ง เพื่อประกาศศักดาว่าพวกเขาพร้อมจะเป็นเจ้าตลาดนี้แล้ว
สัญญาณเตือน จากความล้ำหน้า สู่ภาวะล้นตลาด
เหรียญย่อมมีสองด้าน ความได้เปรียบที่จีนสร้างมา อาจกลายเป็นดาบสองคม
Li Chao โฆษกประจำคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า แม้ภาครัฐและเอกชนจะหนุนหลังเต็มที่ แต่การเติบโตในปัจจุบันเร็วเกินไป จนเสี่ยงต่อภาวะสินค้าล้นตลาด
ความตื่นตัวนี้ทำให้จีนมีบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ผุดขึ้นมากว่า 150 แห่ง โดยครึ่งหนึ่งคือสตาร์ทอัพหน้าใหม่หรือบริษัทที่ย้ายสายมาจากธุรกิจอื่น แน่นอนว่ามันกระตุ้นการแข่งขัน แต่ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ออกมามากเกินความต้องการ อาจนำไปสู่หายนะได้
แน่นอนหลายท่านอาจมีข้อโต้แย้งเนื่องจากตัวเลขแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างชัดเจน เช่น
- ในปี 2025 คาดการณ์มูลค่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนจะสูงถึง 8.2 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.7 แสนล้านบาท)
- UBTech ยักษ์ใหญ่ในวงการ มียอดคำสั่งซื้อไปแล้วกว่า 1 พันล้านหยวน (ราว 4.7 พันล้านบาท) ดันดัชนีหุ้นกลุ่มหุ่นยนต์พุ่งขึ้นถึง 26%
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและตื่นตัวในตลาดเทคโนโลยีหุ่นยนต์ แต่อันที่จริงก็มีประเด็นน่าจับตาที่อาจผลักดันให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีนนำไปสู่ฟองสบู่ได้เช่นกัน
เปิด 4 ปัจจัยเสี่ยงแนวโน้มเกิดฟองสบู่
สาเหตุที่ NDRC และสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs แสดงถึงความกังวลจากทิศทางตลาดหุ่นยนต์ในปัจจุบัน มีสาเหตุสำคัญดังนี้
1. กำลังการผลิตล้นตลาด บริษัทผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ความต้องการในตลาดยังตามไม่ทัน Goldman Sachs เตือนชัดเจนว่า การเร่งผลิตโดยไม่มีออเดอร์จริงรองรับถือเป็นความเสี่ยง และอาจทำให้ตลาดล้มครืนลงได้
2. ขาดนวันกรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันคลิปโปรโมทหุ่นยนต์จีน ส่วนใหญ่จะโชว์ท่าทางเดิม ๆ เช่น เดิน วิ่ง ตีลังกา ผลิตภัณฑ์แทบจะเหมือนกันไปหมด นวัตกรรมเริ่มหยุดชะงัก และท้ายที่สุดจะกลายเป็นสงครามราคา แบบเดียวกับที่เคยเกิดใน ตลาดรถยนต์ EV
3. ไม่พร้อมสำหรับการนำไปใช้จริง หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ยังใช้งานในเชิงสาธิตสร้างความตื่นตาตื่นใจ ยังไม่มีโรงงานไหนเปลี่ยนมาใช้ฮิวแมนนอยด์แบบเต็มรูปแบบ เพราะยังไม่คุ้มทุนและหุ่นยนต์ยังรับคำสั่งซับซ้อนเท่ามนุษย์ไม่ได้ กำไรที่เป็นกอบเป็นกำจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง
4. ทิศทางพัฒนาเทคโนโลยี จีนเก่งเรื่อง "ร่างกาย" (Movement) หุ่นยนต์เล่นกีฬาได้ ตีลังกาเก่ง แต่เน้นลอกเลียนท่าทางมนุษย์ ในขณะที่สหรัฐฯ (เช่น Tesla) เน้นพัฒนา สมองกล หรือ AI ที่ใช้ขับเคลื่อน หากจีนยังเน้นแต่กายภาพแต่ขาดความฉลาดก็อาจเพลี่ยงพล้ำให้สหรัฐฯ ในระยะยาว
บทสรุป วิกฤตในอนาคต หรือ โอกาสปรับตัว?
คำเตือนเรื่องฟองสบู่จากผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่อย่างไรก็ตามการเกิด ฟองสบู่ เป็นแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น
ในปัจจุบันตลาดหุ่นยนต์จีนยังคงเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนทิศทางกันสักหน่อย หากจีนสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ และผลักดันให้หุ่นยนต์ใช้งานได้จริงในวงกว้าง การก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า อุตสาหกรรมนี้จะทำให้จีนเป็นเจ้าแห่งหุ่นยนต์ หรือจะพาฟองสบู่แตกกันแน่?
ที่มา
https://interestingengineering.com/ai-robotics/china-humanoid-robotics-bubble-warning
https://techxplore.com/news/2025-11-china-humanoid-robot.html
https://exnihilomagazine.com/humanoid-robot-future-delusion/
https://www.morganstanley.com/insights/articles/humanoid-robot-market-5-trillion-by-2050


