posttoday

ทิ้งทวนเวทีโลก "โจโกวี" แนะ ประเทศจะรอดต้องวัดกันที่ Data และ AI

22 พฤศจิกายน 2568

ถอดบทเรียนอินโดนีเซีย จากยุคสร้างชาติสู่ยุค AI อดีตผู้นำ "โจโกวี" ส่งสารถึงผู้นำนานาชาติ "เตรียมคนให้เป็น-แก้เกมโลกให้ทัน" ประเทศจะรอดต้องวัดกันที่ Data และ AI

 

อดีตผู้นำอินโดนีเซีย "โจโกวี" เชื่อมั่นเศรษฐกิจยุค AI สร้างโอกาสมหาศาล แต่มีข้อแม้ต้องเร่งปูพื้นฐานทักษะดิจิทัลให้แรงงาน พร้อมเรียกร้ององค์กรระดับโลกอย่าง "เวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ" ยกเครื่องระบบการเงินให้ทันโลก

 

โจโก วิโดโด อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวปาฐกถาปิดงาน Bloomberg New Economy Forum ที่สิงคโปร์เมื่อวันศุกร์  โดยระบุชัดเจนว่า

 

การก้าวเข้าสู่ "เศรษฐกิจอัจฉริยะ" (Intelligent Economy) จะนำมาซึ่งการจ้างงานและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อีกมาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้คือการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์

 

"ผมเชื่อว่าจะมีงานและโอกาสอีกมากมายรอเราอยู่ หากเรามั่นใจว่าประชาชนของเราพร้อมรับมือกับมัน"

 

อดีตผู้นำอินโดนีเซียย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง AI, การเขียนโค้ด (Coding), อัลกอริทึม รวมถึง Machine Learning พร้อมชี้ว่า

 

"ความฉลาดรู้ทางเทคโนโลยี" (Technological Literacy) คือพื้นฐานสำคัญ เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากนี้ไป จะวัดกันที่ประสิทธิภาพในการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก

 

โจโก วิโดโด อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย


 

แนะองค์กรโลกต้อง "รื้อระบบ"

 

นอกจากการเตรียมคนแล้ว "โจโกวี" ยังมองว่าโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อสถาบันระหว่างประเทศปรับตัวตาม

 

โดยฝากการบ้านถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) ว่าจำเป็นต้องนิยามเครื่องมือและระบบทางการเงินกันใหม่ เพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป

 

ขณะเดียวกัน องค์การการค้าโลก (WTO) ก็ต้องเร่งอัปเดตกฎกติกาการค้าและกำแพงภาษีให้ทันสมัย แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เจาะจงรายละเอียดในเชิงลึกว่าควรปรับแก้มาตรการใดบ้างก็ตาม

 

โจโก วิโดโด อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

 

ทิ้งทวนผลงาน 1 ทศวรรษพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

 

ตลอด 10 ปีในตำแหน่งประธานาธิบดี โจโกวีได้พลิกโฉมอินโดนีเซียจากกลุ่มประเทศที่ถูกมองว่าเปราะบาง (Fragile Five) จนก้าวขึ้นมาเป็นตลาดเกิดใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ผลงานชิ้นโบแดงคือการยกระดับเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งของอาเซียนแห่งนี้ ให้ขยับขึ้นไปอยู่บนห่วงโซ่อุปทานโลก เน้นนโยบายแปรรูปทรัพยากรในประเทศก่อนส่งออกแทนการขายวัตถุดิบดิบ ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ดันยอดส่งออก

 

และประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ระดับเฉลี่ยราว 5% ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการคลังและคุมเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศมีเสถียรภาพ

 

อาคารตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียในจาการ์ตา

 

ส่งไม้ต่อ "โจทย์หิน" ถึงรัฐบาลใหม่

 

แม้เศรษฐกิจที่ขยายตัวจะช่วยดึงรายได้ประชากรในชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกให้สูงขึ้น และแก้ปัญหาความยากจนรุนแรงได้เกือบหมด แต่ก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายการเติบโต 7% ที่โจโกวีเคยตั้งเป้าไว้

 

ซ้ำร้ายวิกฤตโรคระบาดในช่วงท้ายวาระยังเปลือยให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานของอินโดนีเซียอย่างชัดเจน

 

ปัญหานี้กลายเป็น "เผือกร้อน" ที่ส่งต่อถึงประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่าง ปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องมารับมือกับปัญหารายได้โตช้าและการสร้างงานที่มีจำกัด

 

ท่ามกลางมรสุมสงครามการค้าโลกที่กำลังคุกคามอุตสาหกรรมหลักที่จ้างงานคนนับล้านอย่างสิ่งทอและน้ำมันปาล์ม จนนำไปสู่เหตุประท้วงเรื่องปากท้องที่ปะทุขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ภายหลังจากพ้นตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน โจโกวีได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของ Bloomberg New Economy โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นเมื่อเดือนกันยายนว่า

 

จากนี้จะโฟกัสงานด้าน AI และข้อมูล พร้อมนำประสบการณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินโดนีเซียมาแลกเปลี่ยนในเวทีสากล

 

อ้างอิง: Bloomberg

ข่าวล่าสุด

ปรับทัพสู้ศึกพลังงาน! SMART HOME ตรึงราคาช่วยผู้บริโภค ปรับเป้าทั้งปี 2,000 ล้านบาท ดึงมอเตอร์ไซต์ EV ปั้มยอด