ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือน เมื่อ AI ตีกรอบและเขียนอดีตขึ้นใหม่
AI ช่วยงานเอกสารและค้นหาข้อมูลสะดวกยิ่งกว่า Search engine แต่กับประวัติศาสตร์กลับเสี่ยงบิดเบือนข้อเท็จจริง จนวิชาประวัติศาสตร์อาจล่มสลาย
KEY
POINTS
- AI อาจสร้างอคติและนำเสนอประวัติศาสตร์ในมุมมองเดียวที่ตายตัว เนื่องจากถูกฝึกจากข้อมูลที่มนุษย์คัดเลือกและมีแนวโน้มให้คำตอบที่มั่นใจ ซึ่งขัดกับธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ที่ต้องอาศัยการตีความหลากหลาย
- AI สามารถสร้างข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด (อาการหลอน) และเมื่อผู้คนนำไปเผยแพร่ต่อทางออนไลน์ ข้อมูลเท็จเหล่านั้นจะถูก AI รุ่นใหม่นำไปเรียนรู้ซ้ำ เกิดเป็นวงจรที่ทำให้ข้อเท็จจริงถูกบิดเบือนยิ่งขึ้น
- การบิดเบือนประวัติศาสตร์โดย AI อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปลูกฝังชุดความคิดที่เฉพาะเจาะจง เช่น การสร้างโมเดลที่เลี่ยงการวิจารณ์รัฐบาลหรือนำเสนอข้อมูลในกรอบที่กำหนดไว้
- AI มักเรียนรู้จากข้อมูลออนไลน์ซึ่งขาดความลึกซึ้งเมื่อเทียบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์จริง เช่น เอกสารโบราณหรือวัตถุ ทำให้การตีความอดีตอาจตกหล่นรายละเอียดที่สำคัญไป
AI ถูกนำมาช่วยงานธุรการ เอกสาร ไปจนสรุปรายละเอียดเนื้อหาซับซ้อนอย่างกว้างขวาง ย่นย่อและช่วยค้นหาข้อมูลที่ต้องการใช้งานได้สะดวกยิ่งกว่า Search engine บนโลกอินเทอร์เน็ตหลายเท่า หลายวงการได้รับอานิสงค์ช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วและราบรื่น ลดภาระของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก
แต่สำหรับบางวงการโดยเฉพาะเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สิ่งนี้อาจหมายถึงหายนะของมนุษยชาติเลยทีเดียว
ปัญหาของ AI กับวิชาประวัติศาสตร์
เราทราบกันดีว่า การใช้งาน AI ช่วยให้งานสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะการค้นหา รวบรวม และสรุปข้อมูล สำหรับข้อมูลข่าวสารทั่วไปหรือวงการวิชาการอื่น นี่ถือเป็นเครื่องมือแสนสะดวกที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่สำหรับประวัติศาสตร์นี่อาจเป็นการทำลายรากฐานวิชาการทั้งหมดโดยสิ้นเชิง
การพัฒนาโมเดล AI ขึ้นมาสักตัว เราจำเป็นต้องป้อนข้อมูลปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบ โดยผู้ที่คัดเลือกชุดข้อมูลเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นมนุษย์ แต่เราทราบกันดีว่าเนื้อหาบางอย่างไม่สามารถตัดสินถูกผิดได้เสมอไป ส่วนนี้จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้พัฒนา ซึ่งอาจส่งผลให้ AI เกิดอคติแบบที่ไม่ควรเกิด เช่น กรณี Grok ที่ยกย่องฮิตเลอร์
อันดับถัดมาคือ โมเดล AI ไม่ค่อยแสดงวิธีคิดอย่างละเอียด ทั้งการสอบถามทั่วไปหรือแม้แต่ระบุให้ทำการคิดเชิงลึกการตามรอยหรือสืบค้นวิธีการคิดย้อนหลังเป็นเรื่องยาก สำหรับเนื้อหาที่มีรายละเอียดและคำตอบถูกต้องชัดเจน เช่น การคำนวณอาจไม่มีผลนัก แต่เป็นปัญหามากกับเนื้อหาที่ต้องอาศัยการตีความเชิงลึกแบบประวัติศาสตร์
นอกจากนี้คำตอบที่ได้จาก AI มักเป็นในทิศทางที่มีความมั่นใจ ถูกต้อง และเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นทิศทางและรูปแบบคำตอบที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ชอบ แต่โดยพื้นฐานเนื้อหาประวัติศาสตร์ไม่ได้ทำงานแบบนั้น เมื่อรวมกับการที่หลายครั้งข้อมูลจาก AI เกิดการผิดพลาด สลับ และมั่วข้อมูล สร้างเนื้อหาประวัติศาสตร์ใหม่เป็นระยะทำให้เรื่องยิ่งร้ายแรง
จนนักวิชาการประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่า AI อาจทำให้วิชาประวัติศาสตร์ล่มสลายเลยทีเดียว
ปัญหาจากกลไกการทำงานของ AI ส่งผลต่อวิชาประวัติศาสตร์
ถึงตรงนี้หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมประวัติศาสตร์จึงเป็นปัญหานัก สาเหตุมาจากการบันทึกเนื้อหาต้องอาศัยการตีความและประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานประกอบ เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ละฝ่ายล้วนต้องการนำเสนอด้านที่ถูกทำร้ายและเล่นบทเหยื่อเพื่อให้ได้เปรียบในการเจรจา ต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียดเพื่อเข้าถึงความจริง
ในกรณีของนักวิชาการประวัติศาสตร์จะอาศัยการรวบรวม ตรวจสอบ และประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานอย่างละเอียด จากนั้นจึงนำมาสรุปในความเข้าใจ นำเสนอหลายมุมมอง พร้อมเปิดให้ผู้อ่านหรือนักวิชาการรายอื่นทำการโต้แย้งด้วยการนำเสนอหลักฐานเพิ่มเตาม ซึ่งอาจช่วยเปิดมุมมองและความเข้าใจใหม่ๆ ให้แก่เรื่องราวที่เกิดขึ้น
แต่ตามที่กล่าวไปข้างต้นแนวคิดนี้ใช้งานได้ยากกับ AI ที่ถูกเทรนข้อมูลเน้นย้ำคำว่า ถูก และ ผิด เป็นหลัก นั่นทำให้เนื้อหาที่ถูกใช้ในการเทรนคับแคบ เน้นประวัติศาสตร์กระแสหลักจนละเลยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีความละเอียดอ่อน จนอาจทำให้เกิดการตกหล่นของประวัติศาสตร์นอกกระแสได้ง่าย
อันดับถัดมาคือ ข้อมูลที่ใช้บนโมเดล AI ตามท้องตลาด มักเป็นเนื้อหาที่ค้นหาได้ทั่วไปบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขาดรายละเอียดและความรอบด้านเชิงลึก เพราะประวัติศาสตร์มีหลักฐานมากกว่าในข้อมูล เช่น เอกสารโบราณ ภาพจิตรกรรม ข้าวของเครื่องใช้ ไปจนวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่ง AI อาจละเลยรายละเอียดเหล่านั้นไป
อีกหนึ่งประเด็นตามที่กล่าวไปข้างต้นคือ อาการหลอนของ AI ที่อาจนำไปสู่การมั่วหรือการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด แต่มาพร้อมกับเนื้อหาพร้อมหลักฐานอ้างอิงน่าเชื่อถือพร้อมความมั่นใจแบบผิดๆ สิ่งนี้อาจนำไปสู่การแพร่กระจายความเข้าใจผิดเป็นวงกว้างต่อคนทั่วไป ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงดั้งเดิมยิ่งห่างไกลออกไปอีก
เมื่อ AI อาจบิดเบือนประวัติศาสตร์จนอาจนำไปสู่การล้างสมอง
สิ่งนี้เองอาจนำไปสู่วงจรที่ทำให้ข้อเท็จจริงยิ่งห่างไกล คนไม่รู้ใช้ AI ค้นหาข้อมูลก่อนได้รับคำตอบเป็นข้อมูลผิดๆ ผู้ใช้งานที่เข้าใจผิดก็นำเนื้อหาที่ผิดพลาดเหล่านั้นไปเผยแพร่ จากนั้น AI ก็ค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ นำเนื้อหาผิดพลาดมาอ้างอิงต่อ ซึ่งจะส่งต่อคุณภาพคำตอบและความน่าเชื่อถือในระยะยาว
แน่นอนว่าใช่จะไม่มีวิธีแก้ไข ที่ผ่านมามีความพยายามป้อนข้อมูลผิดๆ ให้ AI มากมาย ในกรณีนี้ผู้พัฒนาสามารถป้อนรายละเอียดปรับแต่งแก้ไขเพื่อให้กลับมาถูกต้องได้ แต่ใช้ได้ยากกับวิชาประวัติศาสตร์ ในกรณีร้ายแรงเนื้อหาจะถูกบังคับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันจนไม่เหลือมุมมองอื่น เป็นอันตรายต่อการศึกษาประวัติศาสตร์และชุดความจริงในอดีต
อีกส่วนที่ซ้ำเติมปัญหาไม่แพ้กันคือ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่นำข้อมูลไปใช้โดยไม่ตรวจสอบ ส่งผลให้เนื้อหา AI เกิดการท่วมไปทั้งโลกออนไลน์ เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถสร้างและเข้าถึงได้ง่าย แตกต่างจากเนื้อหาเชิงลึกที่ต้องใช้เวลาค้นหาและตรวจสอบข้อเท็จจริง ในระยะยาวข้อมูลบนโลกออนไลน์จะถูกชี้นำไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ปัญหายิ่งร้ายแรง
เมื่อมีจำนวนคนพูดปากต่อปากเป็นเวลานาน พร้อมข้อมูลอ้างอิงที่ถูกนำเสนอจำนวนมากเข้า ไม่ช้าต่อให้เป็นเรื่องโกหกหลายคนก็จะเชื่อว่าเป็นความจริง ในระยะยาวเนื้อหาทางประวัติศาสตร์หรือแม้แต่เรื่องในอดีตก็สามารถถูกบิดเบือนได้ไม่ยาก เพราะทุกคนถูกครอบงำด้วยชุดข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดเป็นที่เรียบร้อย
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงส่งต่อข้อมูลผิดพลาดที่เป็นเพียงการบิดเบือนเนื้อหาทางวิชาการอย่างเดียว ยังอาจถูกนำมาใช้ในการปลูกฝังชุดความคิดเพื่อผลประโยชน์ได้เช่นกัน อย่างในกรณีโมเดลจากประเทศจีนที่หลีกเลี่ยงการวิพากวิจารณ์รัฐบาลโดยอัตโนมัติ หรือ AI fresh ของกัมพูชาที่มีการบิดเบือนเนื้อหาคำตอบให้อยู่ในกรอบที่กำหนด
นั่นทำให้ AI อาจไม่เพียงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบาย แต่อาจถูกนำไปใช้หวังผลทางการเมืองได้เช่นกัน
แน่นอนการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยาก เมื่อ AI ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนยากจะตามทัน แต่หากต้องการป้องกันสิ่งที่เกิดขึ้นนักประวัติศาสตร์อาจต้องเข้ามามีบทบาทตรวจสอบและร่วมออกแบบ AI เพื่อให้โมเดลมีความน่าเชื่อถือและให้คำตอบที่เกิดขึ้นในอนาคต
ที่มา
https://techxplore.com/news/2025-06-artificial-historians-ai-humanity-keeper.html


