ไม่กลัวเงินเฟ้อ?

วันที่ 10 มิ.ย. 2554 เวลา 18:57 น.
สำนักข่าวบลูมเบิร์กถึงกับรายงานข่าวผู้สมัครเลือกตั้งของไทยรายหนึ่ง

ที่ชูนโยบายเลือกคุมราคาสินค้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ว่าเป็นนโยบายที่ไม่หวั่นต่อปัญหาเงินเฟ้อแม้แต่น้อย

ในรายงานของบลูมเบิร์ก ยังอ้าง เวลเลียน วิรันโต นักเศรษฐศาสตร์ประจำของเอชเอสบีในสิงคโปร์ว่า หากใช้นโยบายดังกล่าวจริงแบบยิงปืนนัดเดียวนั้น จะสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้บริโภคทันที คือราคาสินค้าจะแพงขึ้นทันตาเห็น จำเป็นที่จะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนด้วย

บลูมเบิร์กไม่ได้ระบุชัดว่า ผู้สมัครคนนี้จะเลิกควบคุมราคาสินค้าอะไร เพียงแต่ได้รายงานอ้างถึงนโยบายของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยังคงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลไปจนถึงการตรึงราคาสินค้าอื่นๆ เช่น ไข่ไก่และน้ำมันปรุงอาหาร

ก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่ต่างชาติแสดงความเป็นห่วงมาถึงเมืองไทย เพราะต้องยอมรับกันว่าทั่วภูมิภาคเอเชียรวมถึงประเทศไทยนั้น กำลังเจอกับไฟเตือนในปัญหาเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งทะลุปรอทอยู่ในขณะนี้

ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากราคาน้ำมันแพง สอง ราคาอาหารในตลาดโลกแพงมาอย่างต่อเนื่อง และสาม เป็นผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างบ้าคลั่งกันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงอย่างทุกวันนี้

คิดว่าในกรุงเทพฯ จะหาก๋วยเตี๋ยวชามละ 20 บาทไม่เจอแล้ว อย่างน้อยก็ต้อง 30 บาท บางที่เลยเถิดไป 40 หรือ 50 บาทโน่น

นั่นแหละครับพิษของภาวะเงินเฟ้อที่รายได้ปรับขึ้นไม่ทันกับราคาสินค้า

และการเมืองไทยจะถึงการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ดูแล้วแต่ละพรรคการเมืองยังเน้นนโยบายประชานิยมกันอย่างบ้าคลั่ง สนุกสนาน

อีกทั้งธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ก็เพิ่งจะเตือนอยู่ไม่นานนี้ ว่ายิ่งประชานิยมก็ยิ่งเสี่ยงอันตราย เงินเฟ้อจะกระอักมากขึ้น ไหนจะทำให้รัฐบาลเสี่ยงต่อปัญหาทางการคลังมากขึ้นเป็นเท่าตัว

เป็นเสียงเตือนที่ทุกพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคนในบ้านเราต้องรับฟังอย่างจริงๆ จังๆ เพราะถือเป็นปัญหาใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจของทั้งชาติ ที่ประชาชนไทยทุกคนจะต้องเป็นผู้รับกรรม

อย่าเห็นว่า “การเมืองของชาติ” เป็นแค่แหล่งหาผลประโยชน์แค่เอาเงินทุ่มไปในช่วงการเลือกตั้ง แล้วก็ไปเอาคืนทบต้นทบดอกในภายหน้า

เมืองไทยผ่านการเมืองเลวๆ และนักการเมืองชุ่ยๆ แบบนั้นมาเยอะแล้วครับ ปีนี้ 2554 แล้ว เราไม่ต้องการนักการเมืองประเภทนั้นอีกต่อไป m