นักวิทย์ชี้โรคฝีดาษลิงกลายพันธุ์มากกว่าที่คาดไว้

วันที่ 25 มิ.ย. 2565 เวลา 16:02 น.
นักวิทย์ชี้โรคฝีดาษลิงกลายพันธุ์มากกว่าที่คาดไว้
WHO กำลังพิจารณาว่าจะประกาศให้ฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า นักวิจัยในโปรตุเกสเผยว่า ไว้รัสฝีดาษลิงอาจมีการกลายพันธุ์มากกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทั่วสหรัฐและสหราชอาณาจักร

ผลการวิจัยวึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine พบว่า สายพันธุ์ล่าสุดของเชื้อไวรัสฝีดาษลิง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยระบาดอยู่เฉพาะในแถบแอฟริกา มีความแตกต่างทางพันธุกรรมราว 50 จุด เมื่อเทียบกับไวรัสฝีดาษลิงที่ระบาดในปี 2018-2019 ซึ่งเดิมนักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะมีความแตกต่างทางพันธุกรรมไม่เกิน 10 จุดเท่านั้น

ผลการวิจัยระบุอีกว่าอัตราการกลายพันธุ์อาจบ่งบอกถึงกรณี “การเร่งวิวัฒนาการ”

นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า เชื้อไวรัสฝีดาษลิงมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องในช่วงการระบาดในปัจจุบัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในรหัสพันธุกรรม สายพันธุ์ย่อย และยีนที่หลุดหายไป

ชูเอา เปาลู โกเมส หนึ่งในผู้เขียนผลการวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติในกรุงลิสบอนของโปรตุเกสเผยว่า “การพบการกลายพันธุ์มากมายในไวรัสโรคฝีดาษลิงในปี 2022 เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง เพราะเมื่อพิจารณาถึงลักษณะจีโนมของไวรัสชนิดนี้ ไม่น่าจะมีการกลายพันธุ์เกิน 1 หรือ 2 ครั้งในแต่ละปี”

นักวิจัยเผยว่า เชื้อไวรัสดาษลิงมีความเสถียรและกลายพันธุ์ช้ากว่าเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค Covid-19 ในอดีตโรคฝีดาษลิงไม่ได้แพร่ง่ายจากคนสู่คน และยังไม่แน่ชัดว่าการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฝีดาษลิงที่ระบาดอยู่ในขณะนี้จะเปลี่ยนแปลงลักษณะเหล่านั้น หรือความรุนแรงของโรคหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของไวรัส

ด้านคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) จะประกาศเร็วๆ นี้ว่าจะประกาศให้การระบาดของโรคฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการเตือนภัยระดับสูงสุดหรือไม่

ทั้งนี้ โรคฝีดาษลิงมักมีอาการคล้ายไข้หวัด ตามด้วยผื่นซึ่งจะเริ่มจากใบหน้าและกระจายไปตามพื้นที่ส่วนล่างของร่างกาย ในบางเคสอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยเชื้อจะแพร่ผ่านสารคัดหลั่งของร่างกาย หรือการใช้เสื้อผ้าร่วมกันกับผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ รวมทั้งแพร่กระจายเชื้อจากฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายจากผู้ป่วยขณะพูดคุย

ขณะนี้พบผู้ป่วยรวมกว่า 3,500 รายใน 44 ประเทศทั่วโลก

CDC/Brian W.J. Mahy/Handout via REUTERS