พบวัตถุปริศนาหมุนได้บนทางช้างเผือกปล่อยคลื่นวิทยุทุก 18 นาที

วันที่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 10:55 น.
พบวัตถุปริศนาหมุนได้บนทางช้างเผือกปล่อยคลื่นวิทยุทุก 18 นาที
นักวิทย์ออสซี่พบวัตถุประหลาดหมุนได้บนทางช้างเผือกชี้ไม่เหมือนสิ่งที่เคยเห็นมาก่อน

นักวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลียพบวัตถุปริศนาลักษณะแปลกประหลาดหมุนได้บนทางช้างเผือก ซึ่งบรรดานักดาราศาสตร์ไม่เคบพบเห็นมาก่อน และมันยังปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุอย่างแรงทุกๆ 18.8 นาที หรือชั่วโมงละ 3 ครั้ง

วัตถุประหลาดนี้ถูกพบครั้งแรกโดย ไทโรน โอโดเฮอร์ตี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเคอร์ทิน เมื่อเดือน มี.ค. 2018 จากกล้องโทรทรรศน์วิทยุเมอร์ชิสัน ไวด์ฟิลด์ อาเรย์ ที่ตั้งอยู่ในชนบทห่างไกลของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยใช้เทคนิคใหม่ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง

ในเวลาต่อมาทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งนำโดย นาตาชา เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์ นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากศูนย์วิจัยดาราศาสตร์วิทยุนานาชาติ (ICRAR) รวมทั้งโอโดเฮอร์ตีด้วย ได้ศึกษาวัตถุปริศนานี้ต่อ

เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์เผยว่า “มันปรากฏขึ้นและหายไปตลอดช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่เรากำลังสังเกตการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมาก มันค่อนข้างน่ากลัวสำหรับนักดาราศาสตร์ เพราะไม่เคยมีสิ่งที่เรารู้จักบนท้องฟ้าที่ทำแบบนี้เลย”

เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์เผยอีกว่า “ถ้าคุณลองคำนวณดูจะพบว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีวัตถุใดที่มีพลังงานเพียงพอที่จะปล่อยคลื่นวิทยุทุกๆ 20 นาที”

จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปหลายปี ทางทีมได้ข้อสรุปว่าวัตถุประหลาดนี้อยู่ห่างจากโลกราว 4,000 ปีแสง ทั้งยังมีความสว่างมากและมีสนามแม่เหล็กที่แข็งแกร่ง

นักดาราสตร์ตั้งทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับวัตถุนี้ อาทิ มันอาจเป็นดาวนิวตรอน ดาวแคระขาวซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกเศษของดาวที่แตกออก แต่ถึงอย่างนั้นหลายอย่างก็ยังเป็นปริศนา

ทว่า เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์บอกว่า มันก็ไม่น่าใช่ เพราะนักดาราศาสตร์รู้จักพัลซาร์แคระขาวเพียงดวงเดียว และไม่มีอะไรมีพลังมากเหมือนวัตถุปริศนานี้แล้ว และเสริมว่า “แน่นอนว่ามันอาจเป็นอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าก่อน มันอาจเป็นวัตถุใหม่”

และเมื่อถูกถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่สัญญาณคลื่นวิทยุที่ทรงพลังนี้จะส่งมาจากสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่น เฮอร์ลีย์-วอล์กเกอร์ตอบว่า “ฉันเคยคิดว่าเป็นเอเลี่ยน” แต่ทางทีมสามารถจับคลื่นดังกล่าวได้จากหลากหลายความถี่ “หมายความว่ามันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณสังเคราะห์”

ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธ

Photo by Natasha Hurley-Walker / various sources / AFP