ในเมื่อทิปคือลมหายใจ แล้วเราควรจ่ายเท่าไรคนรับถึงจะแฮปปี้ คนให้ก็จ่ายไหว

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 15:23 น.
ในเมื่อทิปคือลมหายใจ แล้วเราควรจ่ายเท่าไรคนรับถึงจะแฮปปี้ คนให้ก็จ่ายไหว
เปิดตัวเลขที่เหมาะสมที่ควรจ่ายให้พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารที่ต้องพึ่งพาทิปจากลูกค้าเป็นหลัก

โพสต์ทูเดย์เขียนบทความเรื่อง พนักงานเสิร์ฟอเมริกันทำงาน 6 สัปดาห์ได้ค่าแรงไม่ถึงบาท ดังนั้นแรงงานเหล่านี้จึงต้องพึ่งพาทิปจากลูกค้า วันนี้มาดูกันบ้างว่าให้ทิปเท่าไรดีจึงจะดูเหมาะสมและเรายังจ่ายไหว

บทความนับไม่ถ้วนแนะนำว่าการรับประทานอาหารมนร้านสไตล์ sit-down ปกติควรให้ทิปที่ 15-20% ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้โดยบริษัทเทคโนโลยีเกี่ยวกับร้านอาหาร Popmenu พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จ่ายทิปให้กับพนักงานร้านอาหารมากกว่า 20% ในช่วงที่ Covid-19 ระบาด และ 1 ใน 5 จ่ายมากกว่า 25% และ 38% จ่ายทิปให้พนักงานส่งอาหารไม่น้อยกว่า 20%

แบบนี้หมายความว่าธรรมเนียมการให้ทิปเปลี่ยนไปแล้วหรือเปล่า การจ่ายทิป 20% กลายเป็นเรื่องปกติพื้นฐานไปแล้วหรือ?

ลิซซี โพสต์ เจ้าของรายการพอดแคสต์ Emily Post’s Awesome Etiquette และเหลนของ เอมิลี โพสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาท เผยกับ CNBC ว่า ขั้นต่ำสำหรับบริการทั่วไปคือ 15% แต่หากมีเงินเยอะหรือรู้สึกมีแรงบันดาลใจก็ให้มากกว่านี้ได้เลย

โพสต์บอกว่า “ฉันจะไม่บอกใครต่อใครว่าพวกเขาต้องจ่ายทิป 20% โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมันไม่เหมาะกับงบของคุณ”

ตีความคำพูดของโพสต์ก็คือ เราไม่ควรละเลยการให้ทิปขั้นต่ำ 15% สำหรับการบริการที่ดี เพราะพนักงานเสิร์ฟต้องพึ่งพารายได้จากทิปมากกว่างานประเภทอื่นๆ

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะภายใต้กำหมายของรัฐบาลกลาง นายจ้างสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำได้ คือสามารถจ่ายเพียง 2.13 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง หากทิปที่พวกเขาได้รับบวกกับค่าตอบแทนจากนายจ้างแล้วเกิน 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

โพสต์บอกอีกว่า “ถ้าคุณให้ทิปฉัน 5% ฉันจะคิดว่าคุณเป็นคนนิสัยไม่ดี หรือไม่ก็ไม่รู้จักธรรมเนียมการให้ทิปของเรา นอกเสียจากว่ามันมีอะไรไม่ดีที่จัดเจนเกิดขึ้น อย่างฉันทำเครื่องดื่มหกใส่คุณ”

ที่น่าตกใจก็คือ ผลการสำรวจความคิดเห็นข้างต้นพบว่ามีลูกค้าถึง 6% ที่ไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายทิปให้พนักงานสักเซนต์

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละร้านด้วย อาทิ ร้านอาหารจีนในสหรัฐบางร้านอาจจะปฏิเสธทิป

AFP PHOTO / JOE KLAMAR