logo-pwa

เพิ่ม Post Today

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
ท้าวเวสสุวรรณ ให้หวยรวยทรัพย์ จริงหรือ?

ท้าวเวสสุวรรณ ให้หวยรวยทรัพย์ จริงหรือ?

13 มกราคม 2565

สำรวจแนวคิดเรื่อง "ท้าวเวสสุวรรณ" จากความเชื่อในไทยและต่างประเทศ อะไรใหม่ อะไรเดิม อะไรปลอมแปลง?

คติเรื่อง "ท้าวเวสสุวรรณ" ตอนนี้แตกแขนงเป็นความเชื่อว่าท่านให้โชคลาภ ใบ้หวย ช่วยปลดทรัพย์ กลายเป็น "ลัทธิอุปโลกน์เจ้าพ่อ ขอให้รวย" ที่ดาษดื่นในสังคม เช่น กระแสก่อนหน้านี้ที่แรงมากแต่ตลาดวายไปอย่งรวดเร็วคือกรณีไอ้ไข่

ท้าวเวสสุวรรณนี้ที่จริงต้องเรียกว่า "ท้าวเวสวัณ" ตามที่ปรากฏในพระบาลีคือพระไตรปิฎกและอรรถกถาปกรณ์ต่างๆ คำว่า "เวสสุวรรณ" เป็นการลากเข้าความสะดวกปากของคนไทย ซึ่งไม่ได้ลากเสียงให้เรียกง่ายตามจริตตนเท่านั้น แต่ยังสร้างความเชื่อใหม่ๆ เรื่องท้าวเวสวัณให้สะดวกกับนิสัยของคนไทยด้วย นั่นคือเรื่องตั้งเจ้าพ่อเพื่อขอให้รวย

ดังที่บางวัดตั้งฉายานามให้ท่านเสียใหม่ว่า “ท้าวปลดหนี้”

ว่ากันตามเนื้อผ้าท้าวเวสวัณในพระไตรปิฎกเป็นหนึ่งในสี่จตุโลกบาลหรือจาตุมหาราช คือหัวหน้าเทพในระดับ "มหาราช" ชั้นจาตุมหาราชิกาทั้ง 4 องค์ ที่มีหน้าที่รักษาทิศทั้ง 4 และควบคุมกำลังพลเทพ อสูร คนธรรพ์ นาค (ในภาษาจีนเรียกว่าแปดเทพอสูรมังกรฟ้า คืออมนุษย์ทั้ง 8 เหล่าตามคติพุทธศาสนา)

ท้าวเวสวัณ ประจำรักษาโลกด้านทิศเหนือ ทำหน้าที่ปกครองยักษ์ หากใครเคยได้ยินพิธีกรรมที่เรียกว่า "สวดภาณยักษ์" มาก่อน ขอให้ทราบว่าผู้ที่กราบทูลพระพุทธเจ้าให้สวดคือท้าวเวสวัณนั่นเอง โดยกราบทูลว่ายักษ์บางเหล่าก็เป็นยักษ์พาล ไม่พอใจที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รักษาศีล บางเหล่าก็เป็นยักษ์ดีมีคุณธรรม มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พวกยักษ์พาลนี้ท้าวเวสวัณท่านเกรงว่าจะมาก่อกวนผู้นับถือพุทธศาสนา

ดังนั้น ท้าวเวสวัณจึงกราบทูลว่า "ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงเรียนการรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะเพื่อให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใส คุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่สำราญของอุบาสกอุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณีทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า"

"การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะ" ที่ว่านี้คือ "อาฏานาฏิยสูตร" นั่นเองซึ่งท้าวเวสวัณถวายแก่พระพุทธเจ้าเพื่อให้พุทธบริษัทได้เรียนไว้ ไว้สวดสาธยาย หากพบกับอมนุษย์ที่เป็นลูกน้องท้าวเวสสวัณคือพวกยักษ์ที่เป็นอันธพาลจะได้ใช้พระสูตรนี้สวดปราบ จึงเรียกกันว่า "ภาณยักษ์"

โดยคำว่า "ภาณ" หมายถึง หมวดหมู่หนึ่ง คือหมวดหมู่การเรียบเรียงบทสวด หมวดทั้งหมดเรียกว่า "ภาณวาร" คือกลุ่มบทสวดมนต์หรือพระสูตรที่เรียบเรียงไว้สวดในงานพระราชพิธีหรืองานมงคลพิธีต่างๆ

ถ้าตามพระไตรปิฎกนี้จะเห็นว่าท้าวเวสวัณมีหน้าที่ควบคุมพวกยักษ์ ซึ่งมีทั้งที่ดีและไม่ดี บางครั้งพวกอันธพาลยักษ์ไปทำเกเรกับพุทธบริษัทรอดหูรอดตาท่าน ท่านจึงสอน "ภาณยักษ์" เอาไว้ปราบพวกมัน โดยอ้างชื่อของเจ้านายยักษ์คือท้าวเวสวัณนั่นเอง หากได้ยินชื่อหัวหน้าแล้วยังซ่าก็เห็นจะเจอดี

แต่ว่ากันตามหลักศาสนวิทยา (การศึกษาที่มาที่ไปและความเชื่อทางศาสนา) ท้าวเวสวัณในศาสนาพุทธ (ในพุทธศาสนามหายานเรียกว่าไวศฺรวณหรือพระไพศรพณ์) เป็นองค์เดียวกับเทพกุเวร/กุเพรในศาสนาพระเวทคือศานาฮินดูในปัจจุบัน

ท้าวกุเวรเป็นกึ่งยักษ์กึ่งเทพ เป็น "ทิกปาล" คือผู้รักษาทิศเหนือ และเป็น "โลกปาล" คือผู้รักษาโลก ที่เรียกว่า "กุเวร" เพราะทรงมีรูปลักษณ์เป็นคนแคระ พุงพลุ้ย คำว่ากุเวรในภาษาสันสกฤตนั้นแปลว่า ผิดรูป หรือไม่สมส่วน

บ้างก็ว่ากุเวร/กุเพรมาจากรากศัพท์ว่า กุมพะ แปลว่า ปกปิด คำนี้ดูจะเข้ากับคำพรรณนาที่คัมภีรณ์ศตปถะ พราหมณะ ในคัมภร์หมวดอาถรรพเวทเรียกท่านว่าเป็นเจ้าแห่งโจร และอาชญากร เป็น "นายผี" (ภูเตศ) เจ้าแห่งรากษสหรืออสูรกินเนื้อ (รากษัสอธิปติ) เป็นเจ้าแห่งยักษ์ (ยักษปติ)

ศาสนาพระเวทนั้นมีวิวัฒนาการต่อเนื่อง ดังนั้นเทพเจ้าเคยมีหน้าที่หนึ่งก็อาจไปรับอีกหน้าที่หนึ่งได้เมื่อเวลาผ่านไป อย่างท้าวกุเวรเคยเป็นเจ้าแห่งโจร ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์กำหนดใหม่ให้ท่านเป็นเทพผู้อุปถัมภ์พ่อค้าวาณิชย์ ในคัมภีร์วิษณุธรรโมตตระ ปุราณะ ยกให้ท่านเป็นเทพแห่ง "อรรถะ" คือความมั่งคั่ง ทรัพย์ และเกียรติยศ ดังมีฉายานามของท่านอีกอย่างว่า "ธนาธิปติ" (เจ้าแห่งความมั่งคั่ง) และ "ธนทะ" (ผู้มอบความมั่งคั่ง)

ดูเผินๆ อาจจะงงว่าเหตุใดเทพแห่งยักษ์ร้าย ผีร้าย เจ้าแห่งโจรและคนชั่ว กลายเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งได้อย่างไร? อาจเป็นเพราะเดิมนั้นความมั่งคั่งซุกซ่อนเอาไว้ (ดังรากศัพท์ความหมายของชื่อกุเพร) อีกทั้งโจรและผีสางบางตนรู้ดีว่าทรัพย์ถูกเก็บซ่อนไว้ที่ใด บ้างอาจจะถูกสาปให้เฝ้าทรัพย์ หรือหวงทรัพย์จนตัวตายกลายเป็นผีเฝ้าทรัพย์ ดังนั้นผู้เป็นนายแห่งผี รากษส ยักษ์ และโจรย่อมต้องรู้ดีว่าทรัพย์อยู่ที่ไหนและได้มาอย่างไร

ถามว่าทำไมต้องไปซ่อนทรัพย์เอาไว้? เพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีธนาคาร วิธีรักษาทรัพย์สมบัติคือเอาไปซุกในดินบ้างในซอกหลืบของเรือนบ้าง ดังนั้นการมีทรัพย์สินในสมัยก่อนต้องมาพร้อมกับการซุกซ่อน

นอกจากผีร้ายและยักษ์ที่เป็นบริวารของท้าวกุเวรแล้วยังมีอมนุษย์ที่เรียกว่า "คุหยกะ" แปลว่าพวกที่ซุกซ่อน ไม่ต้องถามว่าซ่อนอะไรถ้าไม่ใช่ความมั่งคั่ง

นอกจากท้าวกุเวรยังรวยทรัพย์แล้ว พระเทวีของพระองค์ยังมีชื่อเป็นมงคลด้วยคือ "ภัทรา" (โชคดี) และ "ฤทธิ" (สัมฤทธิ์ผล) ดังนั้น ผู้คนในศาสนาฮินดูจึงไหว้พลีท้าวกุเวรเพื่อช่วยบันดาลทรัพย์

โดยที่ท้าวกุเวรเป็นองค์เดียวกับท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์กับในศาสนาพุทธ ในคติความเชื่อพุทธศาสนาในประเทศอื่นๆ เช่นญี่ปุ่น จึงถือว่าท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์ช่วยเกื้อหนุนความมั่งคั่งด้วย

ในญี่ปุ่นท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์ หรือที่เรียกที่นั่นว่า "บิฌะมงเท็ง" มาจากภาษาจีนว่า "ผีซาเหมินเทียน" คำว่า ผีซาเหมินและบิฌะมงนี่ก็เพี้ยนมาจากคำว่าไพศรพณ์นั่นเอง

พระสูตรมหายานมีสูตรหนึ่งชื่อว่า "ไวศฺรวณเทวราชปุณฺยสูตร" ญี่ปุ่นเรียกว่า "บิฌะมงเท็นโนโกโตะกุเกียว" พรรณนาคุณานิสงส์ของการบูชาบิฌะมงเท็งเอาไว้ว่ามี "โชคลาภ" อย่างไรบ้างและจะบูชาอย่างไรจึงจะได้ผล

ด้วยเหตุนี้กระมัง บิฌะมงเท็งจึงถือเป็นหนึ่งใน "เทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด (ชิจิฟุกุจิน)" ซึ่งมีทั้งเทพท้องถิ่นในศาสนาชินโตและเทพในศาสนาฮินดู/พุทธ การบูชาบิฌะมงเท็งในฐานะเทพแห่งความมั่งคั่งเริ่มต้นในยุคกลางของญี่ปุ่นโดยแต่แรกไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด แต่ในปลายยุคมุโรมะจิ (ราวปลายศศตวรรที่ 16) จึงถูกรวมเป็นหนึ่งในเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด ในสมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 17 - 19) ชาวญี่ปุ่นเชื่อบูชาท่านแล้วจะให้คุณในด้านเล่นการแข่งขันหรือการพนัน

ปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังบูชาท่านในฐานะเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ดอยู่

แต่ก็เช่นเดียวกับในอินเดียที่ท้าวกุเวร/เวสวัณเดิมเป็นเทพแห่งโจรและคนร้ายต่อมาเป็นเทพของพ่อค้าและความมั่งคั่ง เดิมทีนั้นในญี่ปุ่นบูชาบิฌะมงเท็งในฐานะเทพแห่งสงคราม คตินี้น่าจะเริ่มตั้งสมัยองค์ชายโฌโตะกุ ผู้วางรากฐานพุทธศาสนาในญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 6 - 7

ในยุคนั้นชาวญี่ปุ่นบางกลุ่มยังตั้งตัวต่อต้านศาสนาพุทธและยั่งบั่นทอนเสถียรภาพของราชสำนัก องค์ชายโชโตกุจึงทำการปราบปราม เล่ากันว่าก่อนที่พระองค์จะทำศึกนั้นบิฌะมงเท็งมาปรากฏตัวบอกวิธีเอาชนะฝ่ายตรงข้าม เมื่อทรงทำศึกยังได้นิมิตแห่งชัยชนะจากท้าวจาตุมหาราชิกา (หนึ่งในนั้นคือบิฌะมงเท็ง) หลังจากชนะศึกปราบฝ่ายต่อต้านพุทธศาสนาแล้ว จึงทรงสร้างวัดขึ้นชื่อว่าวัดชิเท็นโนจิ (วัดท้าวจาตุมหาราชิกา) ยังมีอยู่ใน จ. โอซาก้าจนถึงทุกวันนี้ อีกวัดสร้างถวายบิฌะมงเท็งโดยเฉพาะ คือวัดโจโกซนชิจิ ใน จ. นาระ

ความเชื่อนี้น่าจะสืบทอดมาถึงยุคสงครามกลางเมืองศตวรรษที่ 16 หรือยุคเซ็งโงกุ เป็นยุคที่ขุนศึกในญี่ปุ่นตั้งตนเป็นเจ้าแคว้นห้ำหั่นกัน ต้องทำสงครามอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีเทพเอาไว้คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ และบิฌะมงเท็งก็ดูเหมาะที่สุดเพราะรูปเคารพของบิฌะมงเท็งบางปางนั้นทำรูปสวมเกราะศึกและหมวกศึก มือถือตรีศูล เรียกว่าปาง "โทบัตสึ บิฌะมงเท็ง"

นอกจากจะมีหลายชื่อ ทั้ง เวสสุวรรณ เวสสวัณ ไวศฺรวณ ไพศรพณ์ กุเวร กุเพร บิฌะมงเท็ง ทะมงเท็ง ฯลฯ เทพองค์นี้ยังมีฟังก์ชั่นมากมาย ตั้งแต่เป็นเจ้าแห่งผี เจ้าแห่งยักษ์ เจ้าแห่งโจร เจ้าแห่งพ่อค้า เจ้าแห่งโภคทรัพย์ เจ้าแห่งสงคราม ฯลฯ

ดังนั้น ผู้ศรัทธาเชื่อถือจะบูชาท่านในฐานะใดก็ได้ จะได้ผลหรือไม่ก็แล้วแต่เมตตาของเทพเจ้าและบุญทำกรรมแต่งของแต่ละคน

สำหรับชาวพุทธที่ใฝ่ธรรมะนั้นแม้ไม่แสวงหาคุณจากท้าวเวสสุวรรณในด้านโชคลาภ ก็สามารถระลึกได้ว่าท่านเป็น "ไวศฺรวณ" (จีนและญี่ปุ่นแปลว่า ตัวเหวินเทียน/ทะมงเท็ง) แปลว่า ผู้สดับฟังมาก

หมายความว่าท่านเป็นผู้ฟังธรรมมาก เพราะคอยอารักขาพระพุทธเจ้าในยามทรงแสดงธรรม ทำให้ท่านย่อมมีความรู้เรื่องธรรมะมากไปด้วย

นี่คือคุณสมบัติที่ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นไม่ว่าชาติศาสนาใดปรารถนาที่สุด

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo - Kornkit Disthan / Ozan KOSE (AFP) / The Shimbi Shoin 1915