วิธีแก้ปัญหาของจีน 'ไล่เจ้าหน้าที่ไร้น้ำยาออกให้หมด'

วันที่ 01 ส.ค. 2564 เวลา 19:35 น.
วิธีแก้ปัญหาของจีน 'ไล่เจ้าหน้าที่ไร้น้ำยาออกให้หมด'
หนึ่งในการแก้ปัญหาของจีน นอกจากจะรีบควบคุมการระบาดโดยเร็วแล้ว ยังต้องเชือดเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ความ หรือสับเปลี่ยนตำแหน่งที่ใช้การไม่ได้

ขณะที่ระบบการบริหารบ้านเมืองของไทยพลาดแล้วพลาดอีกจนเกิดการระบาดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็แทบไม่มีข่าวการลงโทษที่เด็ดขาดแบบไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เบาะๆ ก็แค่สั่งโยกเข้ากรุรอการสอบสวนซึ่งใช้เวลานานราวกับข้ามภพข้ามชาติ กว่าจะรู้ผลคนก็ลืมไปแล้วว่าเคยมีความผิดพลาดนั้นอยู่

ความอะลุ้มอล่วยไม่เข้าเรื่องของผู้บริหารบ้านเมืองของไทยจึงทำให้เกิดความผิดพลาดไม่หยุดหย่อน เพราะ "ไม่มีไก่ถูกเชือดให้ลิงดู" เสียที ผิดกับจีนที่จะเด็ดขาด หากพบว่าผิดจะสั่งสอบเร็วและเชือดเร็ว ไม่เลี้ยงไว้ให้เปลืองภาษีประชาชน

ตัวอย่างล่าสุดคือการระบาดที่สนามบินหนานจิงลู่โข่ว เป็นคลัสเตอร์ที่เกิดขึ้นจากความเลินเล่อโดยแท้ เพราะผู้บริหารสนามบินปล่อยให้ระบบควบคุมการระบาดมีช่องโหว่ อันเกิดจากการไม่แยกเขตกักกันการขนส่งทางอากาศระหว่างเส้นทางในประเทศกับนอกประเทศและยังจ้างพนักงานทำความสะอาดแบบเอาต์ซอร์สมาทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงคือการขนส่งจากนอกประเทศ ผลก็คือพนักงานติดเชื้อเดลตาแล้วพาเชื้อเข้ามายังจีนแบบง่ายๆ

นี่คือความประมาทที่เหลือเชื่อมาก เพราะจีนคุมเข้มเส้นทางเข้าออกประเทศแบบยุงสักตัวก็เข้ามาไม่ได้ สนามบินนานาชาติที่มีเที่ยวบินมากกว่าหนานจิงอย่างเช่นที่เซี่ยงไฮ้หรือกว่างโจวคุมเข้มกว่าจนไม่พบการติดเชื้อ แต่ดันไปโผล่ที่หนานจิงที่การคมนาคมน้อยกว่าซะยังงั้นเพราะความไม่รอบคอบโดยแท้

เรื่องการควบคุมการระบาดต้องทำอย่างรวดเร็วแน่นอนตามสไตล์จีน แต่ที่จีนเร็วอีกเรื่องคือไม่เลี้ยงผู้ทำผิดพลาดเอาไว้อีก 

คลัสเตอร์ที่หนานจิงนั้นพบผู้ติดเชื้อวันที่ 20 กรกฎาคม หลังจากนั้นแค่ 3 วันคือวันที่ 23 กรกฎาคม "เฟิ่งจวิน" ก็ถูก "แขวน" จากตำแหน่ง เฟิ่งจวินคนนี้เป็นเลขาธิการพรรคฯ และประธานของ Eastern Airports (ตงปู้ จีฉ่าง จี๋ถวน) ผู้จัดการสนามบินหนานจิงลู่โข่วซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐบาลประชาชนมณฑลเจียงซู

คำสั่งแขวนจากตำแหน่งนี้ (ภาษาจีนว่า "ถิงจื๋อ") เหมือนจะแค่ส่งเข้ากรุเหมือนเมืองไทย แต่จริงๆ ก็คือปลดจากตำแหน่งนั่นเอง แล้วตำแหน่งนี้ถูกแทนที่โดย "เฉียนไคฝ่า" ประธานบริหารคนก่อน

การปลดผู้ดูแลหน่วยงานสนามบินหนานจิงครั้งนี้แสดงถึงความรวดเร็วของจีนที่ไม่ปล่อยให้คนรับผิดชอบลอยนวล "แบบไทยๆ" แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าเฟิ่งจวินไม่มีประสบการณ์การดูแลสนามบินเลยก็ตาม ทำนองว่าเขาไม่ควรต้องรับผิดชอบหนักขนาดโดนเด้งเพราะไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องนี้ตั้งแต่แรก และเพิ่งรับตำแหน่งได้แค่ 9 เดือนเท่านั้น

แต่ตามระบบการไต่เต้าของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น ต่อให้ไม่มีประสบการณ์ เมื่อได้รับโอกาสแล้วจะต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่เพื่อ "เก็บคะแนน" แล้วไต่เต้าเป็นใหญ่เป็นโตตามผลงานต่อไป ซึ่งปรากฏว่าเฟิ่งจวินไม่ผ่าการทดสอบนี้จึงถูกปลดไปตามระเบียบ

เฟิ่งจวินนั้นเรียนจบคณะภาษาจีน สาขาการศึกษาเอกสารโบราณ เรียกได้ว่าตั้งแต่แรกไม่มีพื้นเพด้านการบินหรือการป้องโรคเอาเลย

ส่วน "เฉียนไคฝ่า" ประธานบริหารคนก่อนที่กลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง มีประสบการณ์ด้านการบินพลเรือนมาก่อน การเรียกคนเก่าคนแก่ที่บริหารสนามบินหนานจิงลู่โข่วมารับไม้ต่อ (หรือรับไม้คืน) อีกครั้งนั้นแสดงว่าทางการจีนต้องหยุดคนไร้ประสบการณ์มา "ทดลองงาน" แล้วใช้ที่มีประสบการณ์ไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงมาก

นี่ยังเป็นคำเตือนไปยังสมาชิกพรรคฯ คนอื่นๆ ที่ดูแลด่านต่างๆ ของจีนว่าอย่าการ์ดตกเป็นอันขาด การ์ดตกเมื่อใดตัวเองจะต้องถูกเด้งเมื่อนั้น

ในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีกรณีปลด "ฟู่กุ้ยหรง" ผู้อำนวยการคณะกรรมการสาธารณสุขเทศบาลเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ซึ่งกำลังเจอกับน้ำท่วมใหญ่และยังผีซ้ำด้ำพลอยเจอการระบาดเข้าไปอีก

การระบาดครั้งนี้พบที่โรงพยาบาลประชาชนที่หกของเจิ้งโจว ซึ่งใช้เป็นโรงพยาบาลสำหรับชาวต่างชาติ

ตามประกาศ มื่อวันที่ 31 กรกฎาคม คณะกรรมการพรรคเทศบาลเมืองเจิ้งโจวได้ตัดสินใจถอด "สหายฟู่กุ้ยหรง"ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคและผู้อำนวยการคณะกรรมการสาธารณสุขเทศบาล และสั่งให้สาขาพรรคของคณะกรรมการสาธารณสุขเทศบาลจัดหาผู้บริหารโรงพยาบาลประชาชนที่หกของเจิ้งโจวเสียใหม่

การปลดครั้งนี้ (ภาษาจีนใช้ว่า เหมี่ยนจื๋อ) นับว่าสั่นสะเทือนพอดูเพราะมันคือการ "ปลดจากตำแหน่ง" ไม่ใช่แขวนเหมือนกรณีเฟิ่งจวิน

และที่น่าแปลกใจก็คือฟู่กุ้ยหรงไม่ใช่ว่าจะไม่มีน้ำยามาตั้งแต่แรก เพราะในเดือนกันยายนปีที่แล้ว เธอได้รับการเสนอชื่อให้เป็น "บุคคลขั้นสูงระดับชาติในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่" แสดงถึงผลงานที่ดีทีเทียวในการควบคุมการระบาด

ก่อนที่จะถูกปลดเธอยังไปตรวจงานที่แนวหน้าของการรับมือน้ำท่วมเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดในขณะที่เกิดภัยธรรมชาติ แสดงว่าขยันขันแข็งพอควร

คนที่มารับตำแหน่งแทนฟู่กุ้ยหรง คือ "หวางว่านเผิง" ซึ่งเป็นสมาชิกระดับสูงของพรรคและ "ผู้เชี่ยวชาญ" เพราะเขาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์ไคเฟิง สาขาการแพทย์ เขาทำงานด้านระบบการแพทย์มาอย่างยาวนานทั้งในระดับปฏิบัติการและในระดับบริหารของพรรคก็ยังทำงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เรียกว่าเป็นข้าราชการเทคโนแครตทางการแพทย์ระดับมือวาง

ดังนั้นการปลดฟู่กุ้ยหรงจึงก้ำกึ่งระหวางผลงานไม่เข้าตากับคุณสมบัติไม่เหมาะสม แม้ว่าฟู่กุ้ยหรงจะมีผลงานดีในการรับมือการระบาดปีที่แล้ว แต่มันใช้ไม่ได้กับปีนี้

ผู้บริหารเมืองเจิ้งโจวบอกว่าการระบาดครั้งนี้หนักมาก จะทำให้การระบาดกลายเป็นศูนย์นั้นยากมากๆ

อีกคนที่ผลงานดีแต่ก็ยังถูกปลดก็คือ "หม่าซูฮ่วน" เลขาธิการคณะกรรมการพรรค รองประธานและหัวหน้าพยาบาลของโรงพยาบาลประชาชนที่หกแห่งเจิ้งโจว ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลเรื่องการระบาดเมื่อปีที่แล้ว ในเวลานั้น หม่าซูฮ่วนกำลังเข้าเฝือกที่เท้าของเธอเนื่องจากกระดูกหัก เคยกล่าวไว้ว่า “สหายอยู่ในแนวหน้า ฉันเป็นเลขาไม่อาจหายหน้าหายตาได้ ฉันต้องต่อสู้กับพวกเขา!”

ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หม่าซูฮ่วนมีผลงานเข้าตาจนได้รับรางวัล "บุคคลขั้นสูงของมณฑลเหอหนานในการต่อสู้กับโรคระบาดปอดบวมจากโคโรนาไวรัส"

แม้ว่าจะแสดงความองอาจและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับสหายแพทย์แถวหน้าและมีผลงานดีเด่น แต่ในเวลานี้ก็ยังถูกปลดเพราะคุณสมบัติไม่ตอบรับกับสถานการณ์

กรณีของสนามบินหนานจิงลู่โข่วกับฝ่ายสาธารณสุขเจิ้งโจว แสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมที่จะปลดผู้รับผิดชอบที่ไม่ได้ความหรือคุณสมบัติไม่เหมาะสมแล้วและพร้อมจะเปลี่ยนตัวเอาผู้เชี่ยวชาญมาแทนแบบไม่ลังเล

ไม่ใช่เพราะจีนเป็นเผด็จการเท่านั้น แต่ระบบการสั่งการดีกว่า และที่สำคัญไม่ต้องมานั่งเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลหรือข้าราชการที่ช่วยเหลือกันมา หากมัวแต่เกรงใจแบบไทยๆ เห็นทีจะวินาศสันตะโรกันเสียก่อน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนไล่ออกแบบไม่ไว้หน้า กรณีก่อนหน้านี้คือการไล่ "กงหยุนจวิน" สมาชิกของคณะกรรมการประจำพรรคสาขาจังหวัดเต๋อหง มณฑลหยุนหนาน และเลขาธิการคณะกรรมการพรรคเทศบาลเมืองรุ่ยลี่ในงานป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด

สาเหตุก็คือ กงหยุนจวิน "ดำเนินการอย่างไร้ประสิทธิภาพ ... ขาดความรอบคอบและรูปแบบการทำงานที่พิถีพิถัน" เลินเล่อปล่อยให้มีการติดเชื้อที่รุ่ยลี่อันเป็นเมืองด่านหน้าที่ติดกับชายแดนเมียนมาและจีนเฝ้าระวังสูงสุดเพราะมีโอกาสที่เชื้อจะทะลักเข้ามาจุดนี้ได้ง่ายๆ เมื่อถูกปลดจากตำแหน่งแล้วกงหยุนจวินก็ถูกลดตำแหน่งไปด้วย ไม่ใช่ว่าไปนั่งแขวนในกรุแล้วกินเงินเดือนเท่าเดิม

นี่คือระบบการจัดการ "คนจัดการ" ของจีน ที่ฉับไว ไร้ปราณี เพราะนี่คือสงครามที่ตั้งอยู่บนหลักการ "ไว่ฝาง ซูรู่, เน่ยฝาง ฝ่านถาน" แปลว่า "โรคนอกอย่าได้ให้เข้า ภายในไม่ให้หวนกลับมาระบาด"

หากผู้บริหารบ้านเมืองคนใดพลาดไปจากเป้าหมายนี้ ก็จะไม่มีเก้าอี้ให้นั่งเสวยอำนาจได้อีกต่อไป

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP