posttoday

เปิดโมเดล “เราต้องอยู่กับโควิด” ไทยควรจะไปทางไหนดี

07 กรกฎาคม 2564

ในเมื่อ Covid-19 ยังไม่หมดไปจากโลกนี้ง่ายๆ เราก็ต้องปรับตัวเพื่อจะอยู่กับมันให้ได้

หลังจากระดมฉีดวัคซีนแข่งกับเวลาและการกลายพันธุ์ของเชื้อโคโรนาไวรัส ขณะนี้หลายประเทศกำลังวางแผนทำโรดแม็พที่จะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ให้ได้เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้เร็วที่สุด บางประเทศกำลังจะคลายมาตรการต่างๆ และกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง ขณะที่บางประเทศจะยังไม่ยอมเสี่ยงเปิดประเทศ

สิงคโปร์: เปิดประเทศอย่างระวัง เน้นรักษา ไม่ปล่อยให้เสียชีวิต

เมื่อเดือนที่แล้วที่ Covid-19 ระลอกใหม่ระบาด สิงคโปร์ใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อลดตัวเลขผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุดทันที ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ห้ามนั่งรับประทานอาหารในร้านเกิน 2 คน ขอความร่วมมือให้ทำงานจากที่บ้าน เร่งตรวจหาผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

ทว่าวันนี้ โรดแม็พการรับมือ Covid-19 ของสิงคโปร์ที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

หลังจากนี้สิงคโปร์จะยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ยกเลิกการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว อนุญาตให้รวมตัวกันกลุ่มใหญ่ หรือแม้กระทั่งยกเลิกการนับจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน แล้วหันมาให้ความสำคัญกับตัวเลขของผู้ป่วยอาการหนัก ผู้ป่วยไอซียู และผู้ที่ต้องสอดท่อใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่สิงคโปร์ใช้รับมือกับไข้หวัดใหญ่

และจะไม่เลือกใช้วิธีล็อกดาวน์ทุกครั้งที่เกิดคลัสเตอร์ใหม่อย่างที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เลือกใช้

สิงคโปร์กำลังจะทำให้ Covid-19 ซึ่งเป็น pandemic หรือโรคระบาดที่แพร่ไปทั่วโลก ให้เป็น endemic หรือโรคประจำถิ่น เพราะเชื่อว่า Covid-19 ไม่มีวันหายไปจากโลกนี้ ซึ่งกุญแจสำคัญของโรดแม็พนี้ก็คือการฉีดวัคซีน

ผู้เชี่ยวชาญของสิงคโปร์ตั้งเป้าว่าควรฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้ 80% เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ โดยใช้โมเดลของรัฐนิวยอร์กและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐที่ฉีดให้ประชาชน 70% แล้วจึงกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ที่สิงคโปร์ตั้งตัวเลขไว้สูงกว่าเพราะคำนวณความเสี่ยงของเชื้อสายพันธุ์เดลตาเข้าไปด้วย

ขณะนี้ประชากรสิงคโปร์เกือบ 60% ได้รับวัคซีนแล้ว 1 เข็ม และ 37% ได้รับครบทั้งสองเข็มแล้ว โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะให้ประชากร 2 ใน 3 ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มภายในวันที่ 9 ส.ค.นี้

อังกฤษ: เปิดประเทศเต็มที่ ปล่อยคนติดเชื้อ-ตายเพียบ

เมื่อวันจันทร์ (5 ก.ค.) นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ประกาศว่า อังกฤษจะยกเลิกมาตรการสกัด Covid-19 ต่างๆ รวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างระหว่างกันในวันที่ 19 ก.ค.นี้ และบอกว่าอังกฤษต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19 หลังจากที่เลื่อนจากกำหนดเดิมมา 1 เดือน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้เพิ่มขึ้น

ผู้นำอังกฤษบอกอีกว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจพุ่งไปถึง 50,000 คนต่อวันภายใน 2 สัปดาห์หลังจากคลายมาตรการแล้ว และ “เราต้องยอมรับกับตัวเองอย่างเศร้าๆ ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก Covid-19 ”

พูดง่ายๆ ก็คือ เลือกเปิดประเทศทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะมีคนติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอังกฤษกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้งหลังจากสายพันธุ์เดลตาระบาด โดยเพิ่มขึ้นจากวันละราว 2,000 คนเมื่อช่วงต้นปี เป็น 25,000 คนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังค่อนข้างคงที่คือ น้อยกว่าวันละ 20 คน

ด้วยเหตุนี้บรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักวิทยาศาสตร์จึงพากันเตือนว่าให้ระมัดระวัง เนื่องจากการไม่สวมหน้ากากอนามัยและเลิกเว้นระยะห่างระหว่างกันยังมีความเสี่ยง

สตีเฟน ไรเกอร์ นักจิตวิทยาและหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลเผยว่า การป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสที่ได้สัดส่วน อาทิ การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ยังควรบังคับใช้ต่อไป

เช่นเดียวกับ ริชาร์ด เท็ดเดอร์ นักไวรัสวิทยาจากราชวิทยาลัยลอนดอนที่บอกว่า การผ่อนคลายมาตรการในขณะที่การติดเชื้อยังรุนแรงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เชื้อกลายพันธุ์จะหลุดรอดออกไปจนทำให้ดื้อต่อวัคซีนและอาจแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น “ถ้าลืมจุดนี้ก็เท่ากับกำลังเล่นกับไฟ”

แล้วไทยควรจะเลือกโมเดลของประเทศใด หากเลือกโมเดลของสิงคโปร์คือการเปิดประเทศอย่างระมัดระวัง ไทยจะต้องเร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาให้ประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

แต่ขณะนี้จากข้อมูลของ Bloomberg Vaccine Tracker ไทยฉีดวัคซีนไปเพียง 7.9% ของประชากรทั้งหมด โดย 11.5% ได้รับแล้วอย่างน้อย 1 โดส และมีเพียง 4.4% ที่ได้รับครบโดสแล้ว แต่สิงคโปร์ฉีดวัคซีนให้ประชาชนเกินครึ่งแล้ว

หรือหากจะเลือกเปิดประเทศแบบอังกฤษซึ่งฉีดวัคซีนไปมากแล้วเช่นเดียวกับออสเตรเลีย หากคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่อยู่ระบบสาธารณสุขของไทยอาจล่มสลาย

หรือไทยจะเลือกโมเดลของนิวซีแลนด์ ที่เลือกจะไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นใบไม้ร่วงเหมือนอังกฤษ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถยอมรับได้”

นิวซีแลนด์: สู้ต่อ 

นิวซีแลนด์ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะเช่นเดียวกับออสเตรเลียและอังกฤษเลือกที่จะเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าเปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ

เมื่อถูกถามว่า นิวซีแลนด์จะยอมให้มีผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 หรือไม่ นายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ตอบว่า “แต่ละประเทศเลือกหนทางต่างกัน” แต่สิ่งที่เธอให้ความสำคัญคือ การรักษาสิ่งที่นิวซีแลนด์ทำสำเร็จเอาไว้ และมีทางเลือกหลายทางให้ตัวเอง เพราะไวรัสยังไม่หมดไปจากโลกนี้

โรดแม็พในอนาคตของนิวซีแลนด์อาจใช้มาตรการหลายอย่างร่วมกัน ทั้งการระดมฉีดวัคซีน การบังคับสวมหน้ากากอนามัย หรือการล็อกดาวน์อย่างจำกัดเพื่อสกัดการแพร่ระบาด

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

ข่าวล่าสุด

“น้าเน็ก” คอลแลบ TWINEHIDE เปิดตัว Standing MagSafe Wallet ลิมิเต็ด 555 ชิ้น