วิกฤตขาดแคลนชิปส่อยืดเยื้อจนถึงปีหน้า เจอน้ำแล้งซ้ำเติมหนัก

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 11:40 น.
วิกฤตขาดแคลนชิปส่อยืดเยื้อจนถึงปีหน้า เจอน้ำแล้งซ้ำเติมหนัก
ภาวะแห้งแล้งรุนแรงสุดในรอบ 50 ปีในไต้หวันยิ่งซ้ำเติมภาวะขาดแคลนชิป

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เว่ยเจ๋อเจีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. หรือ TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในโลกเผยว่า วิกฤตขาดแคลนชิปจะยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า โดยทาง TSMC จะทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและลดการขาดแคลนชิปทั่วโลก เพื่อไม่ให้ราคาสูงเกินไป

“เราซื้อที่ดินและอุปกรณ์ และเริ่มสร้างโรงงานแห่งใหม่หลายแห่ง เรารับสมัครพนักงานเพิ่มอีกหลายพันคน และเพิ่มกำลังการผลิตในหลายโรงงาน” เว่ยกล่าวระหว่างแถลงผลประกอบการบริษัททางออนไลน์

สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ แพท เกลซิงเจอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Intel ที่เผยกันสำนักข่าว วอชิงตัน โพสต์ว่า การขาดแคลนชิปจะกินเวลา 2-3 ปีกว่าจะสิ้นสุด

การแสดงความคิดเห็นของ TSMC มีขึ้นหลังจากทางบริษัทรายงานผลกำไรเพิ่มขึ้น 19.4% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งสูงกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้อานิสงส์ของความต้องการชิปทั่วโลก โดยได้กำไรสุทธิ 139,700 ล้านเหรียญไต้หวัน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ TSMC เผยว่าจะลงทุนเพิ่มอีกกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 3 ปีข้างหน้าเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต

อย่างไรก็ดี ภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีอันเนื่องมาจากพายุฝนที่น้อยลงกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักกับอุตสาหกรรมผลิตชิปของไต้หวันซึ่งต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล  

จากรายงานเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของ TSMC ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้วระบุว่า เมื่อปี 2019 โรงงานผลิตชิป 3 แห่งในสวนอุตสาหกรรมในไต้หวันใช้น้ำในการผลิตชิปวันละ 156,000 เมตริกตัน หรือเท่ากับน้ำที่สามารถเติมสระน้ำขนาดโอลิมปิกได้กว่า 60 สระ

ขณะที่ทางบริษัทผู้ผลิตยืนยันจะลดการกักเก็บน้ำแม้ว่ารัฐบาลจะมีข้อยกเว้นให้บริษัทผลิตชิปทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ TSMC, Micron Technology และ United Microelectronics Corp ยังใช้น้ำได้ เพื่อลดความขัดแย้ง โดย 2 บริษัทแรกหันมาใช้วิธีใช้รถบรรทุกขนน้ำเข้ามาส่งเพิ่มเติม และ TSMC กำลังเจรจากับหลายบริษัทเพื่อนำน้ำใต้ดินมาใช้

ส่วน Micron Technology Inc. ผู้ผลิตชิปจากสหรัฐในเมืองไถจงและเถาหยวนเผยว่า การจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมและการเพิ่มการกักเก็บน้ำจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP