ความเกลียดชังคนเอเชีย ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่หยุด

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 20:11 น.
ความเกลียดชังคนเอเชีย  ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่หยุด
ความกลัวคนจีนที่ทำให้คนเอเชียถูกร่างแหไปด้วย จากความเกลียดและกลัวคนเอเชียมาแย่งงาน จนถึงความกลัวที่ไร้เหตุผลอย่างเรื่องไวรัส

ถึงแม้ว่าสหรัฐจะมีรองประธานาธิบดีเป็นคนเอเชีย-อเมริกันคนแรกอย่าง "กมลา แฮร์ริส" แต่แทนที่สถานะของคนเอเชียในสหรัฐจะดีขึ้นกลับเป็นตรงกันข้าม นับตั้งแต่เกิดการระบาดจนถึงเวลาที่เขียนบทความชิ้นนี้ คนเอเชียน-อเมริกันถูกทำร้ายไม่หยุดหย่อน จากกลุ่มคนที่มีเจตนาดูหมิ่นเหยียดหยาม หรืออาชญากรรมที่เรียกว่า Hate crimes

อเมริกาอาจเป็นดินแดนแห่งโอกาส แต่โอกาสไม่ได้มีสำหรับคนทุกเชื้อชาติ คนเอเชียในอเมริกาหลายคนอาจจะมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้และเป็นบุคคลชั้นนำของประเทศ แต่คนเอเชียยังถูกปฏิบัติอย่างมีอคติทั้งจากเหตุผลทางการเมือง (เช่นการที่นาซ่าออกกฎห้ามคนจีนมาทำงานเพระากลัวถูกล้วงความลับ) และจากอคิตที่ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานว่าคนเอเชียเป็นภัยคุกคาม

ยกตัวอย่างในสหรัฐ เคยผ่านกฎหมายห้ามคนจีนเข้าประเทศเมื่อปี 1882 เพื่อไม่ให้คนจีนเข้ามาแย่งงงานทำ ตัวกฎหมายถือว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่กฎหมายออกมาก็เพราะกระแสชิงชังคนจีนที่รุนแรงกวก่าในสังคมอเมริกันเวลานั้นโดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีคนจีนอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากในยุคตื่นทอง

หลังจากผ่านกฎหมายนี้แล้วความเกลียดชิงคนจีนยิ่งรุนแรงขึ้น เรียกว่า "ยุคแห่งการขับไล่" เกิดเหตุสังหารหมู่ชาวจีนขึ้น เช่น การสังหมู่ที่เมืองร็อคสปริงส์ รัฐไวโอมิงเมื่อปี 1885 เมื่อคนผิวขาวเกิดความอิจฉาคนจีนที่เข้ามาแย่งงานทำ จึงบุกเข้าไปปล้นและฆ่าคนจีนในไชน่าทาวน์ คนจีนบางคนพยายามหนีแต่ถูกจับได้และถูกเผ่าทั้งเป็นรวมแล้วมีคนตายไป 28 คน แต่หาคนผิดมาลงโทษไม่ได้

กฎหมายฉบับนี้มีอายุนานถึง 30 ปี ไม่ได้จำกัดแค่คนจีนแต่ยังห้ามลามไปถึงคนเอเชียชาติอื่นๆ ด้วย สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างมาก กว่าจะมาเลิกเอาก็ตอนที่จีนกลายเป็นพันธมิตรของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ใช่คนจีนที่โดนกีดกันแต่เป็นคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่กรณีกับสหรัฐโดยตรงในช่วงสงคราม มีการกวาดต้อนคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นไปอยู่ค่ายกักกันด้วยความหวาดระแวงว่าคนเหล่านี้อาจเป็น "แนวที่ห้า" หรือสายลับให้กับญี่ปุ่นทั้งๆ ที่บางคนเกิดที่สหรัฐและเป็นอเมริกันเต็มตัว ในแคนาดาเองก็ยังสั่งห้ามคนญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับชายฝั่งด้วยเหตุผลเดียวกัน

แต่น่าแปลกในขณะที่สหรัฐกลัวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นเป็นชาติศัตรู แต่สหรัฐกลับไม่ทำแบบเดียวกันกับคนอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ทั้งๆ ที่ก็รบกับนาซีเยอรมันเหมือนกัน เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกลัว "ภัยเหลือง" ที่ "พวกฝรั่ง" สร้างขึ้นมาโดยประโคมว่าคนเอเชียเป็นตัวร้ายที่จะให้เจิรญก้าวหน้าทัดทียมเราไม่ได้

ภัยเหลือง (Yellow Peril) ถูกปลุกปั่นขึ้นมาโดยจักรพรรดิไกเซอร์ วิลเฮลม์ ที่ 2 ที่ทรงกระตุ้นให้มหาอำนาจในยุุโรปไปรุกรานและครอบครองจีนเป็นอาณานิคม เพราะทรงเข้าใจผิดว่าจีนเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นมหาอำนาจใหม่ในเอเชียในเวลานั้น) จนญี่ปุ่นเอาชนะรัสเซียลงได้ในสงครามญี่ปุ่นรัสเซีย (1904–1905) เป้นชัยชนะของ "คนผิวเหลือง"ทำให้คนผิวขาวต้องกังวล เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่งคนเผิวเหลืองจะรุกรานชาติฝรั่งจนกดลงเป็นผู้ที่ต่ำต้อยกว่า บดขยี้อัตตาอันสูงส่งที่คนผิวขาวยกตัวเองเป็นผู้สร้างอารยธรรมและเจ้าโลก

ความกลัวนี้แพร่ถึงสหรัฐด้วย โดยเฉพาะในงานเขียนที่ชื่อ The Yellow Peril ของครูสอนศาสนาที่ชื่อ จี. จี. รูเพิร์ทโดยอ้างคัมภีร์ไบเบิลเพื่อตีความถีงภัยจากคนผิวเหลือง และยังบอกว่าจีน เกาหลี ญี่าปุ่น อินเดียคุกคามสหรัฐและอังกฤษ แต่ในที่สุดพระเยซูจะหยุดพวกเอเชียไว้ได้ - ในความเป็นจริงก็คือชาติตะวันตกพากันเฉือนดินแดนจีนเป็นว่าเล่น จุบอินเดียเป็นอาณานิคม ส่วนญี่ปุ่นต้องกระเสือกกระสนเป็นอารยะแบบฝรั่งเพื่อจะเอาตัวรอด

ญี่ปุ่นเองก็มีอีโก้ที่พยายามจะเป็นฝรั่งมากกว่าเอเชีย ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การคิดแบบฝรั่งคือการล่าอาณานิคมด้วยกันเองในเอเชีย เช่นการยึดครองเกาหลีและการรุกรานจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่นบางคน เช่นกรณีที่ทาคาโอะ โอซาวะ ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นฟ้องร้อบต่อรัฐในคดี Ozawa v. United States เมื่อปี 1922 ว่า คนญี่ปุ่นไม่ใช่คนเอเชียแต่เป็นคนผิวขาว ดังนั้นควรจะได้รับโอกาสในการเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน ซึ่งเในเวลานันกฎหมายสัญชาติอนุญาตให้เฉพาะคนผิวขาวและคนผิวดำเท่านั้น

แต่ญี่ปุ่นก็ยังเป็นคนเหลืองในสายตาอเมริกัน ผลของคดีโอซาวะก็คือศาลตัดสินว่าเขาเป็นคนเอเชียที่เป็นอเมริกันโดยสัญชาติไม่ได้ และความกลัวภัยเหลืองแบบจับจิตนี่เองยังเป็นสาเหตุให้อเมริกันจับขังคนอเมริกันด้วยกันเองเพียงเพราะพวกเขาเป็นคนญี่ปุ่นแต่ไม่ขังอเมริกันเชื้อสายเยอรมันเพราะพวกเขาไม่ใช่คนผิวเหลือง และยังถือเป็นพวกเดียวกัน

คนอเมริกันเลิกระแวงคนเอเชียไปพักใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความระแวงกลับมาอีกครั้งเมื่อจีนผงาดขึ้นมาเป็นว่าที่มหาอำนาจ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สหรัฐพบสายลับจีนแฝงตัวในสถาบันและบริษัทชั้นนำต่างๆ คนเหล่านี้แฝงตัวมาจารกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องใช้นโยบายกีดกันคนจีนอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้อาจมองได้ว่าเป็นแรงผลักดันจากความขัดแย้งทางการเมืองเป็นหลัก

ตัวอย่างเช่นในปี 2011 องค์การนาซ่าสังห้ามเจ้าหน้าที่จีนและองค์กรที่เกี่ยวกับประเทศจีนเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันและยังห้ามใช้เงินขององค์การไปต้อนรับชาวจีนที่เข้ามาเยี่ยมศูนย์ต่างๆ ของนาซ่าด้วย เพราะทางสหรัฐรู้มาระยะหนึ่งแล้วว่าจีนทำการสอดแนมโครงการองกาศนาซ่า

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะ "พอเข้าใจได้" ในแง่การเมืองเพื่อป้องกันการจารกรรมข้อมูล แต่บางคนในวงการวิชาการวิทยาศาสตร์อวกาศและดาราศาสตร์ไม่เห็นด้วย เช่น เจฟฟรีย์ มาร์ซี ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์บอกว่าการแบนคนจีนเป็นเรื่องที่ "น่าละอายและไร้จริยธรรมอย่างที่สุด"

เราจะเห็นว่าความระแวงและรังเกียจคนเอเชียมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

บังเอิญที่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เริ่มการระบาดที่ประเทศจีน เมื่อบวกกับความระแวงจีนทางการเมืองมากขึ้นในสหรัฐและพันธมิตรของสหรัฐ ทำให้กระแสชิงชังคนจีนจึงทวีคูณมากขึ้นและไร้เหตุผลมากขึ้น

ความกลัวจีนในสหรับถูกปลุกขึ้นมาพร้อมๆ กับกระแสเหยียดเชื้อชาติที่รุนแรงใรนสมัยรัฐบาลทรัมป์ พวกมันสมองของฝ่ายขวาจัดในสหรัฐ เช่น สตีฟ แบนนัน ปลุกกระแส "ภัยเหลือง" ขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งเมื่อเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 นักวิชาการบางคนเรียกมันว่าเป็น "ภัยเหลืองครั้งใหม่" ที่ปลุกความรังเกียจคนเอเชียขึ้นมา โดยไม่แยกแยะระหว่างคนเอเชียต่างชาติกับคนเอเชียน-อเมริกัน ไม่แยกว่านี่เป็นคนจีนหรือคนไทย

เช่น เหตุทำร้ายทหารนอกราชการชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีที่โคเรียทาวน์ เมืองลอสแองเจลิส ผู้ทำร้ายบอกกับเหยื่อว่า "ไอ้ไวรัสจีน"

อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังเชื้อชาติและศาสนาต่อชาวเอเชียเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ไม่เฉพาะในสหรัฐ แต่ยังเกิดที่สหราชอาณาจักร ซึ่งคนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตันจู่ๆ ถูกคนร้าย 4 คนรุมทำร้ายจนเลือดกลบปากขณะวิ่งจ๊อกกิ้ง ผู้ลงมือเรียกอาจารย์เชื้อสายเอเชียคนนี้ว่าเป็น "ไอ้ไวรัสจีน ออกไปจากประเทศนี้ซะ ไปตายซะ"

ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียผู้หญิงชาวเอเชียถูกผู้ชายผิวขาวชี้หน้าด่าว่า "เอางี้แกกลับไปจีนเลยสิวะ แกมันพวกไพร่ (peasant) แกรุกรานประเทศของฉัน ที่สุดแล้วแกมันพวกไพร่เอเชีย แกมาประเทศของฉัน แล้ววุ่นวายไปทั่ว"

ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "ฉันไม่ได้มาจากจีน ฉันมาประเทศของคุณ ฉันมีส่วนช่วยประเทศของคุณ" แน่นอนว่าชายออสเตรเลียคนนั้นไม่ได้ฟัง ทั้งยังหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์บนรถโดยสารที่เกิดเหตุมาช่วย โดยบอกว่า "พวกคุณเป็นออสซี่ อย่าเมินเฉยสิ"

นี่เป็นตัวอย่างไม่มากนักจากสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงไม่ถึง 2 ปีของการระบาดใหญ่

คำถามก็คือ ความบ้าคลั่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความกลัวไวรัสจริงๆ หรือ? เพราะไวรัสได้กระจายไปทั่วทุกเชื้อชาติแล้ว บางทีแรงจูงใจลึกๆ อาจไม่ใช่ความกลัวไวรัส แต่เป็นความรังเกียจคนต่างชาติเป็นทุนเดิมของคนเหล่านี้ และหาทางระบายออกโดยอ้างไวรัส

มันอาจจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ หากโลกตะวันตกเล็งเป้าหมายเพื่อล้มจีนหนักขึ้นจนกลายเป็น "ภัยเหลืองครั้งใหม่" ที่กระทบต่อคนเอเชียทั้งหมด

Photo by RINGO CHIU / AFP