เปิดโทษคนปกปิดไทม์ไลน์-ไม่กักตัวโควิดในต่างประเทศ

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.
เปิดโทษคนปกปิดไทม์ไลน์-ไม่กักตัวโควิดในต่างประเทศ
เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ โทษประเทศไหนแรง-เบากว่าไทย

การปกปิดไทม์ไลน์หรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ Covid-19 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทยในกรณีของดีเจคนดังและบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หลายประเทศทั่วโลกก็ต้องยุ่งยากกับการรับมือกับบุคคลที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมไม่แพ้ไทย และมีบทลงโทษแตกต่างกันไปดังนี้

เริ่มต้นกันที่ประเทศที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดอย่างสิงคโปร์ สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการติดตามเส้นทางของผู้ติดเชื้อมากถึงขั้นที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศว่าจะไม่ลังเลที่จะลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการนี้เลย ซึ่งเคยมีกรณีเกิดขึ้นกับสองสามีภรรยาชาวจีนคู่หนึ่งที่ให้ข้อมูลการเดินทางและสถานที่อยู่เท็จกับเจ้าหน้าที่ และภรรยายังให้ข้อมูลเท็จระหว่างที่กักตัวด้วย

ตามกฎหมายโรคติดต่อของสิงคโปร์ การให้ข้อมูลเท็จและขัดขวางการติดตามเส้นทางการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่จะมีโทษปรับไม่เกินคนละ 10,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 225,233.40 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวโดมินิกันที่ให้ข้อมูลประวัติการเดินทางเท็จ 2 ครั้งต่างวาระกัน หากศาลตัดสินว่าผิดจริงในข้อหาจงใจให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก้เจ้าพนักงานอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อรับโทษครบแล้วต้องถูกเนรเทศและห้ามไม่ให้เดินทางเข้าสิงคโปร์อีก

ด้านไต้หวันซึ่งคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้ดีมากประเทศหนึ่งและลงโทษคนฝ่าฝืนเคร่งครัดมาก อย่างล่าสุดสั่งปรับชายจากเมืองไถจงที่ฝ่าฝืนการกักตัวแอบออกจากที่พักอย่างน้อย 7 ครั้งภายในเวลา 3 วัน เป็นเงิน 1   ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 1.07 ล้านบาท ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุด ขณะที่อัตราโทษปรับต่ำสุดอยู่ที่ 100,000 เหรียญไต้หวัน

ก่อนหน้านี้ไต้หวันสั่งปรับพลเมือง 4 คนที่ฝ่าฝืนมาตรการกักตัวคนละ 1 ล้านเหรียญไต้หวันเช่นเดียวกัน และยังมีกรณีที่แรงงานไทยถูกปรับเช่นกัน

ส่วนในประเทศจีน เมื่อช่วงต้นปีที่แล้วหลายเมือง อาทิ กรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ประกาศว่า พลเมืองจีนที่กลับจากต่างประเทศแล้วไม่เปิดเผยอาการหรือประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 จะถูกตัดคะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคม

โทษดังกล่าวอาจฟังดูไม่ค่อยน่ากลัวสำหรับสายตาคนนอก แต่สำหรับชาวจีนมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแน่นอน เพราะคนที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมต่ำๆ อาจถูกขึ้นบัญชีดำไม่ให้เข้าสถานที่สาธารณะ จองตั๋วรถไฟ หรือห้ามไม่ให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์

ทว่าล่าสุดทางการจีนเอาจริงสั่งลงโทษหนักกว่าหักคะแนน นั่นคือกรณีของนักชีวสถิติหญิงรายหนึ่งที่เริ่มมีอาการป่วยคล้าย Covid-19 แต่กลับทานยาลดไข้เพื่อให้ผ่านการตรวจอุณหภูมิร่างกายที่สนามบิน ก่อนจะบินกลับจากสหรัฐโดยที่ไม่รอผลตรวจ และสุดท้ายเธอติดเชื้อและทำให้ผู้โดยสารคนอื่นอีก 63 คนต้องถูกกักตัวดูอาการไปด้วย โดยศาลสั่งจำคุกเธอ 1 ปีในข้อหาขัดขวางการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ โดยให้รอลงอาญาไว้ก่อน

ขยับไปที่เกาหลีใต้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KCDC) ประกาศชัดเจนว่า การให้ข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อมูลอันเป็นอุปสรรคต่อการควบคุม Covid-19 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 10 ล้านวอน หรือ 267,424 บาท นอกจากนี้การฝ่าฝืนคำสั่งกักตัวก็อาจได้รับโทษเช่นเดียวกันนี้ และทางการยังคาดโทษผู้ที่ทานยาเพื่อให้ผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบินว่าจะเจอโทษหนัก หลังจากวัยรุ่นรายหนึ่งทานยาลดไข้ปริมาณมากเพื่อให้เข้าสนามบินได้

ส่วนที่ญี่ปุ่น กระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะลงโทษบุคคลที่โกหกหรือไม่ตอบคำถามเพื่อตามหาเส้นทางการติดเชื้อ โดยเสนอให้ลงโทษปรับไม่เกิน 500,000 เยน หรือ 143,523 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นเรื่องให้สภาพิจารณา นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังกำหนดโทษสำหรับผู้ที่หนีการกักตัวให้จำคุกพร้อมกับใช้แรงงานไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านเยน หรือ 286,953 บาท

ข้ามไปที่อังกฤษซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังสูง ทั้งยังต้องเผชิญกับเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้ง่าย ที่อังกฤษพบการให้ข้อมูลเท็จเช่นกัน แต่เป็นข้อมูลของคนอื่น เช่น แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าคนที่ตัวเองไม่ชอบหน้าติดเชื้อ เพื่อกลั่นแกล้งให้คนคนนั้นต้องเข้ารับการกักตัว โดยผู้กระทำต้องถูกปรับ 1,000 ปอนด์ หรือ 41,092 บาท สำหรับความผิดครั้งแรก และหากทำผิดข้อหาเดียวกัน 4 ครั้ง โทษปรับจะเพิ่มเป็น 10,000 ปอนด์ หรือ 410,988 บาท และหากผู้ติดเชื้อปกปิดข้อมูลของตนเองก็ต้องระวางโทษเดียวกัน 

ขณะที่ออสเตรเลียยังไม่มีมาตรการลงโทษผู้ที่โกหกหรือปกปิดไทม์ไลน์ แม้ว่าจะเคยเกิดกรณีที่พนักงานร้านพิซซ่าที่ติดเชื้อรายหนึ่งในรัฐเซาท์ออสเตรเลียโกหกเกี่ยวกับการทำงานของตัวเองจนทางการต้องสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ 6 วันมาแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะไม่มีมาตรการลงโทษคนที่ให้ข้อมูลเท็จ ในระดับรัฐมีคำสั่งของหน่วยงานสาธารณสุขให้ปรับคนที่ให้ข้อมูลเท็จหรือสร้างความเข้าใจผิดในการออกเอกสารการเดินทางข้ามรัฐ อาทิ รัฐนิวเซาท์เวลส์ หากให้ข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่อาจถูกปรับ 4,000 เหรียญออสเตรเลีย หรือ 91,864.84 บาท

นอกจากนี้ ยังมีชาวออสเตรเลียอีกหลายคนในรัฐควีนส์แลนด์ที่ต้องขึ้นศาล เนื่องจากเดินทางข้ามพรมแดนโดยไม่เปิดเผยว่าเคยไปอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดหนัก

สำหรับประเทศไทย มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 17 ) ข้อ 4 เรื่องโทษ ระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดซึ่งออกตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548  ย่อมเป็นความผิดซึ่งอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่จงใจปกปิดข้อมูลการเดินทางหรือแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและควบคุมโรคเป็นผลให้เชื้อโรคแพร่ออกไป อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 มีโทษคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อเทียบกันแล้วถือว่าโทษปรับของไทยน้อยมาก แต่โทษจำคุกสูงสุดสูงกว่าประเทศอื่น ขณะที่ไต้หวันมีโทษปรับสูงที่สุดในจำนวนประเทศที่เอ่ยถึง