posttoday
สงครามการเงิน 4.0 ไล่จีนพ้นจากตลาดทุนสหรัฐ

สงครามการเงิน 4.0 ไล่จีนพ้นจากตลาดทุนสหรัฐ

14 ธันวาคม 2563

แนวรบใหม่ของสงครามเศรษฐกิจ/สงครามการเงินกำลังเริ่มต้นขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่ายอาจจะใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงตลาดและการลงทุน

สงครามเศรษฐกิจ/การเงินได้เริ่มต้นขึ้นอีกยกแล้ว แนวหน้าของการรบครั้งใหม่ในเดือนธันวาคม 2020 เกิดขึ้นในตลาดหุ้นของสหรัฐ

ดัชนี Nasdaq ประกาศเมื่อวนที่ 11 ธันวาคมว่าจะถอดหุ้นของบริษัทก่อสร้างและบริษัทผู้ผลิตของจีน 4 บริษัทออกจากการจดทะเบียนในดัชนี เพื่อตอบสนองต่อคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้วห้ามไม่ให้นักลงทุนสหรัฐซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021

บริษัทที่จะถูกถอดออกจากดัชนีในวันที่ 21 ธันวาคม ได้แก่ China Communications Construction Co, China Railway Construction Corp, CRRC Corp และ Semiconductor Manufacturing International Corp ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวหาว่าบริษัทต่างๆ เหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกับกองทัพของจีน

นอกจากดัชนี Nasdaq แล้วยังมีดัชนี S&P DJ Indices ที่ถอดถอนบริษัท จีน 21 แห่งออกจากดัชนีหรือกลุ่มหุ้นและพันธบัตรที่ใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐเช่นกัน หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้คือ SMIC ผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่ที่สุดของจีนและ Hikvision Digital Technology Co. ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเฝ้าระวังความปลอดภัย

Hikvision นั้นตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ Huawei เพราะถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการทหาร แต่ทั้งสองบริษัทปฏิเสธเรื่องนี้

ส่วนรัฐบาลจีนก็ต้องเดือดร้อนเป็นธรรมดา ตั้งแต่ก่อนที่ดัชนีต่างๆ จะรับคำสั่งจากรัฐบาลทรัมป์ ทางกระทรวงการต่างประเทศของจีนก็มีแถลงการณ์ตอบโต้ออกมา โดยหัวชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมว่าความพยายามดังกล่าวสวนทางกับหลักการแข่งขันในตลาด และบอกว่า “สหรัฐควรหยุดใช้อำนาจแห่งชาติและแนวคิดด้านความมั่นคงของชาติในทางมิชอบเพื่อปราบปรามบริษัทต่างชาติ”

ต่อมาเมื่อวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคมหรือข้ามมาสองวันหลังจาก Nasdaq เล่นงานบริษัทจีน หวางเหวินปินโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนก็เรียกร้องให้สหรัฐหยุดใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบเพื่อปราบปรามบริษัทต่างชาติ และย้ำว่าจีนจะยังคงรักษาสิทธิและผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของบริษัทจีนต่อไป

ถ้อยแถลงของ หัวชุนอิ๋งกับหวางเหวินปิงโจมตีเข้าไปที่ "หัวใจของระบอบทุนนิยมอเมริกัน" คือการเปิดให้มีการแข่งขันในตลาดอย่างเสรี แต่สหรัฐกลับไม่ยอมให้จีนเข้ามาเป็นตัวเล่นในตลาดเสรีนี้โดยอ้างเรื่องความมั่นคง ซึ่งจีนมองว่า "ไม่แฟร์" และสหรัฐยังทรยศต่อหลักการพื้นฐานของประเทศตัวเองด้วย

พรรครีพับลิกันของทรัมป์มีอุดมการณ์ที่มั่นคงมากในเรื่องการการปล่อยให้ตลาดและทุนเคลื่อนไหวอย่างเสรีโดยรัฐเข้าไปแทรกแซงน้อยที่สุด แต่สหรัฐกลับเข้ามาแทรกแซงตลาด จีนจึงโจมตีในจุดนี้เพราะคิดว่ามันคงจะ "แทงใจดำ" ทรัมป์และพลพรรครีพับลิกัน

แต่ทรัมป์และรีพับลิกันหรือแม่แต่ไบเดนและเดโมแครตไม่สนใจอยู่แล้ว พวกเขายังคงยึดมั่นในหลักทุนนิยมเสรีต่อไป เพียงแต่มันต้องเล่นแบบ "แฟร์ๆ" ด้วย เพราะสหรัฐมองว่าจีนเล่นไม่แฟร์ตรงที่นำบริษัทที่เอี่ยวกับกองทัพเข้ามาหากินกับตลาดสหรัฐ

บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าจีนกำลังคิดการใหญ่อะไรหรือไม่ หรืออาจกำลังจะทำเหมือนกับสุภาษิตหนังกำลังภายในจีนที่ว่า "ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่ได้ลูกเสือ"

ถ้ำเสือก็คือตลาดทุนสหรัฐซึ่งเป็นตลาดชั้นนำของโลกและเป็นหัวใจของระบอบทุนนิยมสหรัฐ และลูกเสือก็คือเงินทุนจากตลาดเหล่านี้

หากเป็นสมัยก่อนที่จีนไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงมากนัก สหรัฐก็พอจะปล่อยให้จีนเข้ามาเล่นกับลูกเสือได้ แต่เมื่อจีนกับสหรัฐแย่งกันเป็นใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ การให้ศัตรูเข้ามายุ่มย่ามในถ้ำแถมเข้ามาเล่นกับลูกของตัวย่อมไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุผลอีก

นั่นก็เพราะตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจสามารถใช้เป็นอาวุธได้ เศรษฐกิจสหรัฐอาจตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงหากให้คู่กรณีเข้ามายึดกุมทุนในประเทศมากเกินไป นี่เองที่ทำให้ทุนในตลาดทุนสหรัฐมีสภาพเหมือน "ลูกเสือ" เพราะมันอาจเติบใหญ่เป็นเสือร้ายที่กลับมาขย้ำสหรัฐได้หากถูกใช้โดยฝ่ายตรงข้าม

โดยเฉพาะจีนที่ต่างจากคู่กรณีของสหรัฐรายอื่นๆ เช่น โซเวียต/รัสเซีย ตรงที่จีนเก่งกาจในเรื่องเศรษฐกิจอย่างหาตัวจับได้ยาก ส่วนโซเวียต/รัสเซียอ่อนด้อยในเรื่องนี้จนหนึ่งในสาเหตุที่โซเวียตพ่ายสงครามเย็นกับสหรัฐก็เพราะความอ่อนด้อยในเรื่องนี้

แต่สหรัฐคงกลัวแล้วว่าจีนอาจจะใช้จุดแข็งในเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาบ่อนทำลายตน

บริษัทจีนที่ถูกขึ้นบัญชีดำบางแห่งบอกแล้วว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สหรัฐก็อ้างว่ามีหลักฐานความเกี่ยวข้องกับกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจีน หรือ PLA ไม่ได้มีแค่กองทัพ แต่ยังมีหน่วยการลงทุนแบบบริษัทเอกชนด้วย โดยบริษัทของกองทัพมุ่ง "ทำกำไรถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด" โดยตั้งเป้าว่าจะ "สามารถสร้างรายได้อย่างเพียงพอเพื่อชดเชยงบประมาณที่ได้รับมาไม่เพียงพอในการดำเนินการปฏิบัติการ" พูดสั้นๆ ก็คือกองทัพจีนทำธุรกิจเพื่อนำมาหนุนปฏิบัติการตัวเอง ดังนั้นการลงทุนใดๆ ของกองทัพจีนจึงเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้ตัวเอง

ถามว่าประเทศไหนก็ตามที่เป็นคู่กรณีกับจีนจะยอมลงทุนกับบริษัทที่เอี่ยวกับ PLA ได้อย่างไร ต่อให้ต้องแตกหักกับหลักการตัวเองก็จำต้องยอมทำเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เฉพาะแค่สหรัฐเท่านั้น ตอนนี้อินเดียก็เริ่มตรวจสอบว่ามีบริษัทไหนที่เอี่ยวกับ PLA บ้างเพราะกองทัพอินเดียเพิ่งจะปะทะอย่างหนักกับ PLA ในปีนี้ ทางที่ดีควรจะตัดเส้นเลือดของประเทศศัตรูโดยเร็วที่สุด

กรณีที่อินเดียเจอจังๆ คือบริษัท Xindia Steels Ltd ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนจีน-อินเดียที่ใหญ่ที่สุดโดยบริษัทฝ่ายจีนคือ Xinxing Cathay International Group Co. Ltd. มีความเกี่ยวข้องกับกรมส่งกำลังบำรุงทั่วไป หรือ GLD ของ PLA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการลงทุนของกองทัพในด้านโลจิสติก แถมบริษัทนี้ยังอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมาธิการการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีน

ปรากฎว่าบริษัทจีนรายนี้ต้องอธิบายว่าตนได้ปลีกตัวจากความเกี่ยวข้องกับ PLA แล้ว แต่อินเดียจะเชื่อหรือไม่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง หากเปลี่ยนจากสหรัฐหรืออินเดียมาเป็นประเทศไทยเชื่อว่าคนไทยคงรู้สึกกังวลเช่นกันกับการได้รับทราบว่าบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือกองทัพเข้ามาข้องแวะในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศเรา

หากจีนเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่โตหรือทรงอำนาจ การที่บริษัทจีนจะเอี่ยวกับกองทัพคงจะเป็นปัญหาน้อยกว่านี้ แต่นี่จีนกำลังทะเลาะกับอินเดียถึงขั้นเกือบจะเป็นสงครามย่อยๆ และยังมีการท้าทายด้ายยุทธศาสตร์กับสหรัฐในบางพื้นที่ เช่น ทะเลจีนใต้และในทะเลจีนตะวันออก

ต่อให้บริษัทที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำไม่ได้เอี่ยวถึงขั้นลึกซึ้งกับ PLA หรืออาจจะไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ (หรืออาจะถึงขั้นป้ายสีโดยสหรัฐ) แต่เพราะสถานะของจีนอย่างที่กล่าวไปข้างต้น สหรัฐก็ไม่อาจจะไว้ใจจีนได้อยู่ดี อย่างน้อยๆ ก็ต้องหาทางสกัดไม่ให้เข้ามาข้องแวะกับตลาดทุนสหรัฐมากเกินไป อย่างหนักที่สุดคือทำแบบทรัมป์

โจ ไบเดนอาจจะยิ้มหวานเพราะเขาคิดเหมือนทรัมป์ในเรื่องต้านจีน การที่ทรัมป์ช่วยขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนกับไล่ออกจากตลาดหุ้น ช่วยให้ไบเดน "ตีสองหน้า" กับจีนได้ถนัดขึ้น

ไบเดนจะไม่เล่นงานจีนโผงผางแต่เขาจะเล่นงานจีนแน่นอน ดังนั้นการที่ทรัมป์ช่วยขึ้นบัญชีดำ ไบเดนจึงไม่ต้อง "มือเปื้อนเลือด" และยังสามารถรักษาภาพลักษณ์ผู้เป็นความหวังในการกอบกู้ความสัมพันธ์ในสายตาของชาวจีนได้ด้วย

ไบเดนก็ย่อมรู้ว่าจีนกำลังใช้ทุนนิยมให้เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับนักการเมืองสหรัฐหลายๆ คนคงคิดเช่นกัน แต่มีแต่ทรัมป์ที่กล้าบีบไม่ให้จีนกอบโกยจากทุนนิยม เหมือนกับต้อนให้จีนกลับไปเป็น "จีนสังคมนิยม" ที่อยู่อย่างปากกัดตีนถีบ" ต่อไป ซึ่งจีนตอบสนองด้วยการประกาศแนวทาง "ยืนด้วยำแข้งตนเอง"

อเมริกันผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองบางคนเคยเชื่อว่าหากให้จีนเข้าถึงทุนนิยม จีนจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แน่นอนว่าวิธีคิดแบบนี้ดูเหมือนจะ "ไร้เดียงสาทางการเมือง" แต่สหรัฐไม่มีทางไร้เดียงสา มันเป็นวิธีคิดที่คาดหวังเอาไว้สูงและหวังผลสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในลักษณะสงครามเย็น ซึ่งมันได้ผลกับจีนตอนที่จีนยังต้วมเตี้ยมและยากจนและตอนที่จีนเป็นพันธมิตรกับสหรัฐเพื่อต้านโซเวียต

แต่เผอิญว่าจีนไม่เป็นไปตามที่อเมริกัน (บางคน) คาดหวังไว้เพราะจีนไม่ได้ยากจนเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่เสนอแนวคิดนี้ ตอนนี้จีนเป็นตรงกันข้ามแบบหลังมือเป็นหน้ามือ เมื่อจีนรวยกว่าใครในโลกหล้า จีนย่อมปรารถนาสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้นั่นคือ "อำนาจ"

หากไม่มองว่าสหรัฐกลัวเรื่องยุทธศาสตร์ตัวเองจะถูกจีนแทรกแซง หรือไม่มองว่าสหรัฐมองโลกในแง่ดีเรื่องจีนว่าปล่อยให้ลงทุนแล้วจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เรายังอาจมองได้ว่านี่คือการเดินหมากเพื่อตัดตอนจีนไม่ให้เติบใหญ่ไปกว่านี้

โปรดสังเกตว่าบริษัท ของจีนหลายแห่งที่อยู่ในรายชื่อบัญชีดำเป็นแกนหลักของโครงการ Belt and Road ของจีนข้อมูลนี้เปิดเผยโดย TS Lombard บริษัทวิจัยในสหราชอาณาจักร  

โครงการ Belt and Road เป็นโครงการชิ้นโบว์แดงสีจิ้นผิงในการสร้างเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ ซึ่งตามเจตนารมณ์แล้วเป็นโครงการเชื่อมต่อด้านโลจิสติกและการค้าขาย แต่โครงการนี้ถูกโจมตี (โดยเฉพาะจากชาติตะวันตก) ว่าเป็นการเบิกทางให้จีนเข้าไปชี้นำประเทศอื่น โดยยัดข้อหาให้จีนเรื่องจีนก่อหนี้เพื่อที่จะเข้าครอบงำประเทศลูกหนี้

และแน่นอนว่าสหรัฐไม่ค่อยจะแฮปปี้กับโครงการนี้เพราะมันเป็นการวางยุทธศาสตร์ของจีนสหรัฐจึงเสนอโครงการคล้ายๆ กันเพื่อสวนกลับคือ "Free and Open Indo-Pacific strategy" หรือ FOIP โดยเน้นที่ "ความเคารพในอธิปไตยของประเทศอื่น" จนดูเหมือนกับต้องการจะแซะจีน ส่วนอินเดียนั้นต่อต้านโครงการของจีนเอาเลยเพราะกระทบต่อความมั่นคงของอินเดียโดยตรง

บริษัท TS Lombard ชี้ว่าบริษัทเอกชนจีนกำลังผนึกกำลังกัน (synergies) กับ PLA ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพจีนในระยะยาวโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีทางการทหาร

การผนึกกำลังกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราต้องไม่ลืมว่าจีนยังเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ซึ่งถึงที่สุดแล้วทรัพย์สินทุกอย่างย่อมเป็นของรัฐและรัฐจะเรียกคืนมาเมื่อใดก็ได้ แม้ว่าในยุคสมัยนี้จีนจะมีข้อยกเว้นหลายเรื่องเพื่อสร้างสังคมลูกผสมทุนนิยม-สังคมนิยม แต่เมื่อถึงคราวคับขันจีนก็อาจจะล้วงเอาหลักการ "ทุกอย่างเป็นของรัฐ" ขึ้นมาใช้ เมื่อนั้นจีนจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

เราจะยิ่งเห็นได้ว่าในแผนพัฒนาระยะห้าปีของจีนที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุชัดถึง "ความเร่งด่วน" ในการผนึกกำลังให้เป็นหนึ่งเดียวกันของกองทัพ, ฝ่ายการเมือง, ฝ่ายทหาร, ฝ่ายพลเรือน เพื่อให้การป้องกันประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การขึ้นบัญชีดำและเตะบริษัทจีนออกจากตลาดทุนสหรัฐเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามทุนยุคใหม่ คือส่วนหนึ่งของสงครามการเงินที่แต่ละฝ่ายจะใช้พลังอำนาจทางเศรษฐกิจเพื่อโจมตีกัน

เพียงแต่ตอนนี้มันเข้าสู่อีกระดับซึ่งการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจไม่เพียงพอ จึงต้องขอยืมอำนาจทางการเมืองมาช่วยหนุน ซึ่งจะว่าไปแล้วมันคือการแหกกติกาของสงครามการเงินนั่นเอง แต่สหรัฐในฐานะมหาอำนาจ "หนึ่งเดียว" ไม่แคร์กติกาอยู่แล้ว

ในลำดับต่อไป เราต้องมาลุ้นกันว่าจีนจะยกระดับสงครามทุน/สงครามเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP / China OUT

ข่าวล่าสุด

แม็คโคร ยกระดับ Own Brand สู่สากล เปิดตัวพรีเมียม “Aro Gold” ผนึกพันธมิตรระดับโลก โชว์ศัพยภาพ Food Destination ในงาน THAIFEX 2026

แม็คโคร ยกระดับ Own Brand สู่สากล เปิดตัวพรีเมียม “Aro Gold” ผนึกพันธมิตรระดับโลก โชว์ศัพยภาพ Food Destination ในงาน THAIFEX 2026