แสงอาทิตย์ตอนเที่ยงทำให้โคโรนาไวรัสสิ้นฤทธิ์ถึง 90%

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 10:37 น.
แสงอาทิตย์ตอนเที่ยงทำให้โคโรนาไวรัสสิ้นฤทธิ์ถึง 90%
ผลการวิจัยล่าสุดที่ตอบความสงสัยเรื่องอากาศร้อนที่อาจบั่นทอนความร้ายกาจของโคโรนาไวรัสได้

จากการศึกษาวิจัยเรื่อง "การประมาณการยับยั้งโคโรนาไวรัสโดยการแผ่รังสีจากแสงอาทิตย์" โดย นักวิจัยดด้านสาธารณสุข Jose-Luis Sagripanti และ C. David Lytle พบว่า หากโคโรนาไวรัสอยู่กลางแสงแดด 34 นาทีจะบั่นทอนศักยาพของมันได้ถึง 90%

รายงานชี้ว่าปริมาณรังสีอุลตร้าไวโอเลตที่สูงมากในช่วงกลางวันตอนเที่ยง จะทำหน้าที่เป็น "ตัวกำจัดไวรัส" (virucidal agent) ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่

นักวิจัยได้เปรียบเทียบลักษณะทางพันธุกรรมของของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ต่อรังสียูวีโดยเมียบกับโคโรนไวรัสสายพันธุ์อื่น และสารประกอบของไวรัสที่มีองค์ประกอบของกรดนิวคลีอิกที่คล้ายคลึงกัน

เนื่องจาก SARS-Co V-2 มีความไวต่อรังสียูวีมากกว่าไข้หวัดใหญ่ (Influenza A) ถึงสามเท่าจึงควรอนุมานได้ว่าแสงแดดควรมีผลต่อการแพร่กระจายของโคโรนาไวรัสเช่นกัน อย่างน้อยคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่พบว่าระบาดหนักในช่วงที่แสงอาทิตย์ถูกบดบัง

นักวิจัยอ้างอิงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการระบาดของไข้หวัดใหญ่กับแสงอาทิตย์ที่พบในบราซิล โดยระหว่างที่งสียูวีจากแสงอาทิตย์ถูกปิดกั้นโดยควันไฟหนาทึบในช่วงฤดูเผาไหม้ในบราซิล พบว่ามีผู้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น ความชื้นและอากาศที่ขมุกขมัวน่าจะมีส่วนอย่างมากต่อการระบาดของ SARS-Co V-2

งานวิจัยเสนอแนะว่า หากความชื้นและอุณหภูมิสัมพัทธ์มีบทบาทต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แล้ว ก็น่าจะสอดคล้องกับ SARS-CoV-2 ด้วย ดังนั้นผลของรังสียูวีทั้งแบบเทียมและแบบธรรมชาติที่บั่นทอน SARS-CoV-2 ลงถือว่ามีนัยสำคัญมาก

"ผลเด่นชัดของการฆ่าเชื้อโรคในร่มโดยรังสียูวี (UVC, 254nm) ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากรายงานหนึ่งที่ระบุว่า การยับยั้งไวรัสในสภาพภายนอกด้วยรังสียูวี ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในหมู่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลใกล้ๆ กันในห้องที่ไม่มีการฉายรังสียูวี"

รายงานี้เผยแพร่ใน National Center for Biotechnology Information ของรัฐบาลสหรัฐ

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP