บิ๊กเพนตากอนขอโทษประชาชน เหตุเดินตามหลังทรัมป์วันปราบม็อบ

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 10:01 น.
บิ๊กเพนตากอนขอโทษประชาชน เหตุเดินตามหลังทรัมป์วันปราบม็อบ
"ผมไม่ควรอยู่ที่นั่นแต่แรก การปรากฏตัวของผมสร้างการรับรู้ผิดๆว่าทหารมีส่วนร่วมกับการเมืองในประเทศ"

นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า พลเอกมาร์ก เอ. มิลลีย์ (Mark A. Milley) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมฯ (Chairman of the Joint Chiefs of Staff) ได้แถลงการณ์ผ่านคลิปวิดีโอ กล่าวขอโทษต่อชาวอเมริกัน จากการที่ปรากฏภาพของเขาขณะเดินตามหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ไปยังโบสถ์เซนต์จอห์นใกล้ทำเนียบขาวซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุผู้ประท้วงกรณีจอร์จ ฟลอยด์

การเดินเท้าของผู้นำสหรัฐเพื่อไปถ่ายรูปพร้อมคัมภีร์ไบเบิลที่ด้านหน้าโบสถ์ที่เสียหายในวันนั้น สร้างขอวิพากษ์วิจารณ์ต่อประธานาธิบดีทรัมป์อย่างมาก ทั้งประเด็นการนำศาสนามาหาเสียงทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปราบม็อบ ทั้งผู้นำสหรัฐยังได้สั่งให้หน่วยตำรวจในพื้นที่และกองกำลังพิทักษ์ชาติ ยิงแก๊สน้ำตาเพื่อเปิดทางให้ตัวเขาและคณะซึ่งรวมถึงพลเอกมิลลีย์ สามารถเดินเท้าไปยังด้านหน้าโบสถ์เพื่อให้สื่อถ่ายรูปโดยทรัมป์ไม่ได้เข้าไปสำรวจความเสียหายภายในโบสถ์แต่อย่างใด

ประธานเสธฯกองทัพสหรัฐกล่าวว่า "ผมไม่ควรอยู่ที่นั่นในเวลานั้น ในฐานะนายทหารระดับสูงสุดแห่งกองทัพสหรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความผิดพลาดที่ผมต้องเรียนรู้ และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมทบทวนเช่นกัน .. ผมขอโทษต่อชาวอเมริกันอย่างจริงใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น การปรากฎตัวของผมสร้างความรับรู้ที่ไม่สมควรขึ้นว่าทหารมีส่วนร่วมกับการเมืองในประเทศ"

"การเคลื่อนไหวทางสังคมกรณีจอร์จ ฟลอยด์ ไม่เพียงแค่เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้เขาเท่านั้น.. แต่ยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงประเด็นความไม่เท่าเทียมทางสีผิวที่เป็นปัญหาในสังคมอเมริกามานานและเราต้องร่วมกันแก้ไข"

ท่าทีล่าสุดของพลเอกมิลลีย์ มีขึ้นจากช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เขาเคยเขียนบันทึกข้อความเผยแพร่ต่อกำลังพลในกองทัพสหรัฐทุกเหล่าทัพ ย้ำให้ทุกเหล่าทัพยึดมั่นคำปฏิญาณในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญสหรัฐและรับใช้ชาวอเมริกัน

ขณะเดียวกัน ด้านนายมาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้มีแถลงการณ์เผยแพร่ในวันเดียวกับที่พลเอกมิลลีย์ออกแถลงการณ์ โดยคำแถลงของรมว.กลาโหมสหรัฐเรียกร้องให้ตรวจสอบการทำงานของกองกำลังชาติจากเหตุใช้กำลังเข้าควบคุมและสลายกลุ่มผู้ประท้วงในหลายพื้นที่ ซึ่งในก่อนหน้านี้นายเอสเปอร์ยังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับผู้นำสหรัฐที่ต้องการใช้กำลังทหารเข้ารักษาความสงบจากเหตุประท้วง