"ไช่ อิงเหวิน" รับตำแหน่งผู้นำไต้หวันสมัยสอง คุมโควิดสำเร็จดันคะแนนนิยมพุ่ง

วันที่ 20 พ.ค. 2563 เวลา 11:49 น.
"ไช่ อิงเหวิน" รับตำแหน่งผู้นำไต้หวันสมัยสอง คุมโควิดสำเร็จดันคะแนนนิยมพุ่ง
ผู้นำไต้หวันไม่ปิดโอกาสคุยจีน แต่ต้องไม่อยู่ใต้เงื่อนไข "หนึ่งประเทศ สองระบบ"

วันนี้ (20 พ.ค.) นางสาวไช่ อิงเหวิน ได้เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันสมัยที่สอง หลังจากได้รับแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชนจากผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงมากกว่าแปดล้านหรือราว 57 เปอร์เซ็นต์ของผู้โหวต ประกอบกับรัฐบาลภายใต้การนำของเธอ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการควบคุมสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนสามารถทำให้ไต้หวันไม่พบการแพร่ระบาดระดับชุมชน หรือ 0 เคส ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน

พิธีสาบานตนในวันนี้ ถูกจัดขึ้นภายใต้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ทำเนียบประธานาธิบดีกลางกรุงไทเป โดยมีการลดขั้นตอนเดินขบวนพาเหรดเพื่อความเหมาะสมต่อสถานการณ์ไวรัส

ผู้นำหญิงไต้หวันได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนในประเด็นสำคัญหลายเรื่อง ตั้งแต่ความสำเร็จของไต้หวันในการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสภายในประเทศ แม้ไต้หวันจะถูกกีดกันจากการเข้าเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลการระบาดตั้งแต่เนิ่นๆ แต่เรื่องดังกล่าว ส่งผลให้ไต้หวันกลายเป็นที่สนใจ และได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นสมาชิกดังกล่าว

นอกจากนี้ นางไช่ยังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเธอแสดงจุดยืนไม่ปิดโอกาสในการพูดคุยกับรัฐบาลปักกิ่ง แต่หารือนั้นจะต้องไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไข "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ซึ่งเป็นแนวคิดที่จีนแผ่นดินใหญ่ยึดถือมาโดยตลอด และจีนพยายามใช้อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในเวทีโลก กดดันไต้หวันในเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน

"ทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่ที่จะหาหนทางที่จะอยู่ร่วมกันในระยะยาวและป้องกันไม่ให้ความเป็นศัตรูและสร้างความแตกต่างเพิ่มมากขึ้น" เธอกล่าว

"ดิฉันต้องการย้ำว่า สันติภาพความเท่าเทียมและประชาธิปไตยความเป็นประเด็นสำคัญในบทสนทนา เราไม่ยอมรับการใช้แนวคิดหนึ่งประเทศสองระบบของรัฐบาลปักกิ่ง เพื่อบ่อนทำลายสันติภาพระหว่างช่องแคบ เรายึดมั่นหลักการนี้มาโดยตลอด"

ทั้งนี้ คาดว่าไต้หวันภายใต้การปกครองของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ในอนาคตอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากจีนในหลายประเด็นที่มุ่งบั่นทอนความพยายามของไต้หวันในการเรียกร้องการยอมรับจากนานาชาติ