สงครามจารกรรมเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในวิกฤตโควิด

วันที่ 13 พ.ค. 2563 เวลา 22:08 น.
สงครามจารกรรมเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในวิกฤตโควิด
การฉวยโอกาสความวุ่นวายช่วงการระบาดใหญ่ เพื่อแย่งชิงความได้เปรียบทางการเมืองของประเทศต่างๆ โดยมีระเบียบโลกใหม่เป็นเดิมพัน

ความสามัคคีไม่มีในโลก มีแต่การประสานผลประโยชน์เฉพาะหน้าแล้วก็หาโอกาสจองเวรกันอีก

คำกล่าวข้างต้นกำลังเกิดขึ้นจริงๆ ในช่วงที่โลกของเราต้องการความร่วมแรงร่วมใจมากที่สุด แต่กลายเป็นว่าฉากหน้าประเทศต่างๆ ทำเป็นช่วยเหลือกัน ฉากหลังนั้นต่างทะลวงไส้กันอย่างเมามัน

ยกเว้นสหรัฐกับจีนที่ไม่ถือว่าเข้าทำนอง "ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ" เพราะทั้งสองตอบโต้กันซึ่งๆ หน้า แม้จะมีรายงานว่าจีนอาจจะส่งแฮ็กเกอร์มาล้วงข้อมูลเรื่องวัคซีนของสหรัฐแต่ก็ถือเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เพราะจีนกับสหรัฐทำสงครามไซเบอร์กันมาหลายปีแล้ว

ส่วนสหรัฐก็ตอบสนองด้วยการไปจับตานักวิจัยและนักศึกษาจีนตามสถาบันศึกษาในสหรัฐเพราะกังวลว่าคนเหล่านี้อาจเป็นสายลับที่ถูกส่งตัวมาขโมยเทคโนโลยี

นี่คือสงครามแบบใหม่ที่เรียกว่า iWar (นาโต้เรียกแบบนี้) หรือ Unrestricted Warfare (เป็นคำที่จีนใช้) จีนกับสหรัฐรบกันมาระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ไม่มีการประกาศเพราะมันจะกระทบต่อความปกติสุขของระบบโลก

ดังนั้นเมื่อสหรัฐหรือจีนกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกฝ่ายแทบจะไม่ตอบโต้

แต่นอกจากจีนกับสหรัฐ ประเทศอื่นๆ ก็เริ่มลงมารบใต้ดินในสมรภูมิ iWar กันมากขึ้น ส่วน "บนดิน" ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ยกตัวอย่างเช่นเวียดนาม มีรายงานว่าจู่ๆ เวียดนามก็สั่งโยกกำลังพลแฮ็กเกอร์ในอาณัติของทางการไปเน้นที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับไวรัส

FireEye บริษัทด้านความมั่นคงไซเบอร์ในสหรัฐเผยว่า แฮ็กเกอร์ของทางการเวียดนามคือกลุ่ม APT32 พยายามใช้วิธีฟิชชิ่ง (phishing) ส่งวเข้าไปในอีเมลเพื่อล่อเจ้าหน้าที่ของจีน แล้วเจาะเข้าไปในหน่วยงานของรัฐบาลจีนที่ดูแลเรื่องการระบาด คือ กระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินและรัฐบาลท้องถิ่นเมืองอู่ฮั่น

บริษัท FireEye ตั้งข้อสังเกตว่าวิกฤตโควิดทำให้เกิดการตามเก็บข้อมูลข่าวกรองขนานใหญ่เทียบเท่ากับสถานการณ์ที่เผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ พูดด้วยภาษาคนธรรมดาก็คือ "มันแรงเท่ากับตอนที่ทำสงครามกัน"

เรายังไม่มีข้อมูลว่าแฮ็กเกอร์เวียดนามได้อะไรไปบ้าง แต่ที่เรารู้คือเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ตอบสนองการระบาดได้เร็วที่สุดและน่าจะถูกจุดจนสามารถคุมไม่ให้มีคนเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศก็กังขาว่าเวียดนามอาจพูดความจริงไม่หมด แต่ดูเหมือนว่าสื่อเวียดนาม (ซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐ) พยายามประโคมข่าวว่าเวียดนามประสบความสำเร็จในการคุมโควิด-19 และดูท่าว่าชาวโลกจำนวนหนึ่งเชื่อเสียด้วย

การโฆษณาชวนเชื่อก็เป็นอาวุธชั้นยอดที่ประเทศคอมมิวนิสต์ถนัดที่สุด จีนพยายามใช้วิธีการนี้เพื่อล้างภาพ "ไวรัสอู่ฮั่น" ด้วยการส่งความช่วยเหลือไปยังประเทศต่างๆ เมื่อจีนเริ่มจะคุมอยู่ และเวียดนามก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันพร้อมกับโฆษณาความสำเร็จของตัวเอง เป็นสูตรที่คุ้นๆ ราวกับลอกจีนมา

พูดถึงการก๊อปปี้ หลายปีก่อนตอนที่เรายังไม่รู้ว่า APT32 คือกลุ่มแฮ็กเกอร์สมัยรัฐบาลเวียดนาม เราทราบแต่เพียงว่ากลุ่มนี้เน้นขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและโปรเจ็กค์ของบริษัทต่างๆ และสเกลการโจมตีของมันน่าวิตกมาก เวียดนามอาจกำลังฉกฉวยทรัพย์ทางปัญญาเพื่อนำองค์ความรู้มาผลักดันตัวเองให้ก้าวหน้าเหมือนจีน น่าแปลกที่จีนก็ถูกสหรัฐกล่าวหาในข้อหาเดียวกัน นั่นคือขโมยทรัพย์สินทางปัญญา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามไม่เงียบเเหมือนจีนเมื่อถูกกล่าวหาว่าเลี้ยงแฮ็กเกอร์ก็ออกมาตอบโต้ว่า "ไม่มีมูล"

นอกจากเวียดนาม ยังมีรายงานว่าเกาหลีใต้ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องแฮ็กมากนักก็ยังโยกสรรพกำลังมาที่การทำสงคราม iWar โดยเน้นเป้าหมายไปที่องค์การอนามัยโลก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเอียงไปทางจีน (อนึ่ง หน่วยข่าวกรอง BND ของเยอรมนี ได้รับข้อมูลมาว่าจีนกดดันองค์การอนามัยโลกเพื่อให้ชะลอการเตือนการระบาดในระดับโลก โดยอ้างว่ามีการโทรศัพท์หารือระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกับผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 21 มกราคม ให้ยื้อข้อมูลเรื่องการติดต่อของเชื้อจากคนสู่คนเอาไว้ และรวมถึงการประกาศให้เป็นการระบาดใหญ่)

มีรายงานเมื่อต้นเดือนเมษายนว่าแฮ็กเกอร์เกาหลีใต้ชื่อกลุ่ม DarkHotel บุกโจมตีหน่ยงานรัฐบาลจีน คาดว่าเพื่อสอดแนมไปที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ของจีนและมาตรการรับมือการระบาด และยังอาจแกะรอยเส้นทางการส่งอุปกรณ์การป้องกันการระบาดจากจีนไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และอาจต้องการรู้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ

บริษัท Qihoo 360 ที่พบความเคลื่อนไหวนี้คาดว่าการแกะรอยความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศอื่อนๆ ในช่วงการระบาดก็เพื่อ "วิเคราะห์การแลกเปลี่ยนดาต้าทางการเมืองและเศรษฐกิจและมาตรการป้องกันทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะส่งเสริมการผงาดขึ้นมาของเศรษฐกิจแห่งชาติและดุลแห่งผลประโยชน์ของนานาประเทศหลังการระบาดแล้ว"

ข้อสังเกตนี้นับว่าแหลมคมมาก เพราะการระบาดทำให้เกิดกระแสวงหาผลประโยชน์ของแต่ละประเทศขึ้นมา และจะบั่นทอนเศรษฐกิจเสรีไร้พรมแดน ทำให้เกิดลัทธิชาตินิยมทางการเมืองและการค้าขาย ในขณะเดียวกันประเทศต่างๆ ก็จะแสวงหาพันธมิตรที่มีอุดมการณ์เดียวกัน

มันจึงมีแนวโน้มสูงที่จะเกิด "สงครามเย็นใหม่" ที่มีจีนเป็นขั้วอำนาจหนึ่งและสหรัฐกับโลกตะวันตกเป็นอีกขั้วหนึ่ง ดังนั้นในระหว่างที่ทุกความสนใจจดจ่อที่การระบาด ฝ่ายการเมืองก็รีบสอดแนมเพื่อนำข้อมูลมาประเมินว่าใครควรเป็นมิตร ใครควรเป็นศัตรู และคู่กรณีกำลังเคลื่อนไหวไปทางใด

สอดคล้องกับข้อสังเกตของบริษัท FireEye ที่บอกว่าการเก็บเกี่ยวข่าวกรองตอนนี้เหมือนอยู่ในภาวะสงครามกัน

Photo by Luis ROBAYO / AFP