สหรัฐกับจีนจะทำสงครามกันเพราะไวรัสหรือไม่?
ทำไมสหรัฐถึงกล่อมให้เราเชื่อว่าไวรัสหลุดจากแล็บอู่ฮั่น? ทั้งๆ ที่หนึ่งในคนที่ไม่เชื่อข้ออ้างเรื่องหลุดจากแล็บอู่ฮั่นมากที่สุดอยู่ในทำเนียบขาว
นักระบาดวิทยาชั้นนำชาวอเมริกันแอนโทนี เฟาซี (Anthony Fauci) หนึ่งในคณะทำงานโคโรนาไวรัสของทำเนียบขาว (White House Coronavirus Task Force) ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร National Geographic ที่ตีพิมพ์ตอนเย็นวันจันทร์ว่าโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้มาจากห้องแล็บ
“ถ้าคุณดูที่วิวัฒนาการของไวรัสในค้างคาวและสิ่งที่อยู่ตอนนี้ (หลักฐานทางวิทยาศาสตร์) มันเอนเอียงไปทางนี้อย่างมากๆ ว่ามันไม่ได้เกิดจากการทำขึ้นโดยมนุษย์หรือถูกบงการขึ้นมา" เฟาซี กล่าว
เฟาซี ยังกล่าวว่า "ทุกอย่างเกี่ยวกับวิวัฒนาการตามขั้นตอน เมื่อเวลาผ่านไปแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า (ไวรัสนี้) วิวัฒนาการตามธรรมชาติและจากนั้นก็ขยายสายพันธุ์"
การยืนยันของเฟาซีสวนทางกับคนในรัฐบาลทรัมป์ที่บอกว่าว่าไวรัสนี้อาจหยุดมาแล็บในประเทศจีน
และนอกจากหมอที่ทำงานในทำเนียบขาว (และเป็นแพทย์ที่ชาวอเมริกันให้ความเชื่อถือมากที่สุดในเวลานี้) ประเทศพันธมิตรของสหรัฐอย่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียก็ไม่เชื่อ
มีรายงานจาก SkyNews ว่าคนในรัฐบาลอังกฤษกล่าวว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่โคโรนาไวรัสจะมีต้นกำเนิดมาจากห้องแล็บในอู่ฮั่น
ด้านนายกรัฐมนตรีสก็อต มอริสันแห่งออสเตรเลียก็กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมาจากตลาดค้าสัตว์ป่าของจีน ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้มาจากแล็บที่ไหน
หากสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียยังไม่พอ ยังมีเครือข่ายข่าวกรอง Five Eyes ที่ประกอบด้วยสหรัฐ, สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ซึ่งแบ่งปันข่าวกรองกันและยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีนในระยะหลังโดยเฉพาะกรณีหัวเหวย ที่ Five Eyes อ้างว่าสอดไส้เทคโนโลยีสอดแนมใน 5G
แต่กับโควิด-19 กลุ่ม Five Eyes กลับเห็นตรงข้ามกับสหรัฐทั้งหมด แหล่งข่าวกรองบอกกับสำนักข่าว Guardian ว่าไมีหลักฐานว่าโควิด-19 หลุดออกมาจากแล็บของจีน
แม้ประเทศอื่นๆ จะเห็นตรงกันข้ามกับสหรัฐหมด แต่ไม่ได้หมายความว่าจีนจะไม่ผิดในสายตาประเทศเหล่านี้ นอกจาก Five Eyes แล้วประเทศตะวันตกหลายแห่งเชื่อว่าจีนไม่โปร่งใสเรื่องจัดการกับการระบาด อาจจะขยับช้าเกินไปเพื่อตุนอุปกรณ์การแพทย์ หรืออาจยังปกปิดข้อมูลสำคัญเอาไว้
เรื่องนี้ต้องสืบสวนกันต่อไป แต่ปัญหาคือจีน "ยัง" ไม่ยอมให้คณะสืบสวนเข้ามา อ้างว่าให้ระบาดเสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน
มีสื่อไม่กี่แห่งที่รับลูกการประโคมข่าวของรัฐบาลทรัมป์ ส่วนใหญ่เป็นสื่อแท็บลอยด์ที่เน้นความหวือหวาแต่หาความน่าเชื่อถือได้ยาก และมักขาดการถ่วงดุลข้อมูล หนึ่งในนั้นคือ The Daily Telegraph ของออสเตรเลียที่ย้ำรายงานข่าวว่าไวรัสมาจากแล็บในอู่ฮั่น
แต่แหล่งข้อมูลในวงการข่าวกรองบอกกับ Guardian ว่าสื่อรายนี้น่าจะได้ข้อมูลมาจากสหรัฐเพื่อ "เป็นเครื่องมือในการสร้างโฆษณาชวนเชื่อและกดดันจีน"
แหล่งข่าวรายนี้ใช้คำว่า counter-narrative ซึ่งเราแปลแบบง่ายๆ ว่า "โฆษณาชวนเชื่อ" แต่ที่จริงแล้วมันลึกซึ้งกว่าโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นการอธิบายเรื่องๆ หนึ่งด้วยมุมมองที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง
เช่น จีนและประเทศส่วนใหญ่ยอมรับว่าไวรัสเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แบบนี้เรียกว่าคำอธิบายกระแสหลัก หรือ narrative แต่สหรัฐ (ซึ่งก็อาจจะรู้ทั้งรู้ว่ามันเกิดตามธรรมชาติ) พยายามอัดมูลใหม่ว่ามันหลุดมาจากแล็บในอู่ฮั่น รัฐบาลทรัมป์จะย้ำเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ จน counter-narrative กลายเป็น narrative หรือคำอธิบายกระแสหลักไป
สหรัฐทำแบบนี้ทำไม? เราวิเคราะห์ได้ดังนี้
1. ในระยะสั้น ในปีนี้สหรัฐกำลังจะเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งทรัมป์เตรียมจะชิงชัยสมัยที่ 2 ทว่า ผลงานการรับมือการระบาดของเขาย่ำแย่เต็มที ทรัมป์จำเป็นจะต้องหาแพะรับบาปสักตัวเพื่อเบี่ยงเบนความชิงชังต่อตัวเขา แพะตัวนี้ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่าจีนอีกแล้ว
2. ในระยะยาว สหรัฐต้องฉวยโอกาสทองในตอนที่ชาวโลกไม่พอใจจีนและเกิดกระแสชิงชังจีน เพื่อที่จะทุบจีนให้จมดิน เพราะในระยะยาวจีนคือประเทศที่จะท้าทายอำนาจของสหรัฐโดยตรง ในตอนนี้เราจึงเห็นทรัมป์ใช้ข้ออ้างเรื่องไวรัสมาเปิดสงครามการค้าอีกรอบเพื่อ "ลงโทษจีน"
จึงไม่แปลกที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนจะตอบโต้ ไมค์ พอมพีโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐผู้อ้างว่าไวรัสหลุดจากแล็บอู่ฮั่นว่าไม่มีหลักฐานและคำถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัสควรยกให้กับนักวิทยาศาสตร์ "ไม่ใช่นักการเมือง ที่โกหกเพื่อหวังผลเรื่องการเมืองภายในประเทศตัวเอง"
แต่จีนไม่ยอมให้สหรัฐใช้ counter-narrative แต่ฝ่ายเดียว แต่จีนนั้นอ่อนด้อยกว่าในเรื่องพีอาร์ตัวเอง แรงบีบคั้นนี้อาจถึงขั้นทำให้จีนต้องเผชิญหน้ากันตรงๆ กับสหรัฐเพื่อให้รู้ดำรู้แดงกันไป
ดังนั้นจึงมีรายงานออกมาเตือนรัฐบาลจีนว่าสหรัฐกับจีนคงไม่แคล้วเผชิญหน้าด้วยอาวุธ
หากจะรบกันจริงๆ ถึงจะมีการประเมินว่าจีนจะสามารถถล่มฐานที่มั่นของสหรัฐในแปซิฟิกได้หมดอย่างรวดเร็ว แต่ในท้ายที่สุดจีนต้องแพ้อย่างแน่นอน เพราะแสนยานุภาพของจีนกับสหรัฐนั้นต่างกันมาก
ในช่วงที่เกิดสงครามกาารค้าใหม่ๆ เริ่มมีความกลัวกันบ้างแล้วว่าสหรัฐกับจีนอาจเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ แต่หลังจากเกิดการระบาดขึ้นและการ "เต้าข่าว" ของสหรัฐ ดูเหมือนว่าทั้ง 2 ประเทศจะยิ่งเขม่นกันหนัก
แต่เรายังเชื่อว่า เพราะจีนยังไม่พร้อมด้านการทหาร การเผชิญหน้าจะมุ่งไปที่สงครามการค้าเป็นหลัก เป็น "ยุคสงครามเย็นใหม่" ที่ไม่ใช่การข่มกันด้วยอาวุธ แต่ข่มกันด้วยแสนยานุภาพทางเศรษฐกิจ
ขณะที่พันธมิตรของสหรัฐยังไม่อยากเล่นด้วย จึงไม่รับลูกการเต้าข่าวของทรัมป์
ข้อมูล : ว่าด้วยแล็บไวรัสอู่ฮั่น
ต่อไปนี้ข้อมูลดิบเรื่องแล็บในอู่ฮั่นที่เป็นปัญหา (ข้อมูลจากรายงาน The Wuhan lab at the heart of the US-China virus spat โดยสำนักข่าว AFP)
1. สถาบันวิทยาไวรัสอู่ฮั่นเป็นที่ตั้งของธนาคารไวรัสที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียซึ่งเก็บรักษาสายพันธุ์มากกว่า 1,500 สายพันธุ์
2. คอมเพล็กซ์แห่งนี้มีห้องปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยสูงสุดแห่งแรกของเอเชียเพื่อรับมือกับเชื้อก่อโรค ระดับ 4 (P4) หรือระดับร้ายแรงสูงสุด เช่น อีโบลา
3. ห้องปฏิบัติการ P4 มีมูลค่าก่อสร้าง 300 ล้านหยวน เปิดในปี 2561 ห้องปฏิบัติการระดับ P3 เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555
4. สถาบันได้กล่าวว่าได้รับตัวอย่างของไวรัสที่ยังไม่รู้จัก (โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่) ในวันที่ 30 ธันวาคม 2562 กำหนดลำดับจีโนมของไวรัสได้เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 และส่งข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโรคไปยังองค์การอนามัยโลก (WHO) ในวันที่ 11 มกราคม 2563
5. สือเจิ้งลี่ (Shi Zhengli) ผู้อำนวยการแล็บอู่ฮั่นให้สัมภาษณ์กับ Scientific American ว่าลำดับจีโนมของ SARS-CoV-2 ไม่ตรงกับโคโรนาไวรัสที่ได้จากค้างคาวใดๆ ที่เก็บไว้ในห้องปฏิบัติการที่อู่ฮั่น
Photo by Brendan Smialowski / AFP


