เมื่อทุกอย่างต้องหยุด ประชาชนนอกระบบจะอยู่อย่างไร

วันที่ 24 มี.ค. 2563 เวลา 16:33 น.
เมื่อทุกอย่างต้องหยุด ประชาชนนอกระบบจะอยู่อย่างไร
ประเทศไทยมีเศรษฐกิจเงาที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก มันจะเป็นปัญหาหรือตัวช่วยกันแน่ในยามวิกฤต?

เมื่อคืนก่อนที่จะเขียนบทความนี้ ผู้เขียนได้คุยกับเจ้าของร้านอาหารริมทางคนหนึ่งซึ่งโอดครวญว่าไม่มีลูกค้าเข้ามาเลย เพราะเป็นร้านเน้นนั่งกินสังสรรค์ไม่ใช่ร้านที่สั่งกลับบ้าน ที่สำคัญเจ้าของร้านยังไม่ทราบเลยว่าทางการได้สั่งห้ามการนั่งกินนั่งสังสรรกันเป็นกลุ่มตามร้านอาหาร ผับบาร์แล้ว

ผู้เขียนจึงแนะนำให้เจ้าของร้านเขียนป้ายตัวโตๆ บอกกับคนทั่วไปว่าร้านนี้รับสั่งกลับบ้านและบอกกล่าวกับลูกค้าขาประจำว่าไม่สามารถให้นั่งกินที่ร้านได้

เรื่องนี้ทำให้ฉุกคิดได้หลายเรื่อง

เรื่องแรก คงยังมีประชาชนอีกหลายคนไม่ทราบว่ารัฐบาลได้มีมาตรการอะไรออกมาแล้วบ้าง ห้ามอะไรบ้าง ให้อะไรบ้าง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่ทำ แต่เพราะการสื่อสารล้มเล้วอย่างหนัก ดังที่เราเห็นกันตำตาว่า การกระจายข่าวไม่ทั่วถึงแถมยังขัดแย้ง สับสนในตัวเอง และยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

เรื่องนี้ผู้เขียนให้รัฐบาลสอบตกอย่างไม่น่าให้อภัย และอดคิดไม่ได้ว่าประชาชนคงไม่ต้องการอะไรจากรัฐบาลมากกว่าการสื่อสารที่ชัดเจน

แต่จริงๆ แล้วประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่ดี

เมื่อกรุงเทพฯ มีคำสั่งปิดเมืองกลายๆ และเมื่อรัฐบาลจะมีคำสั่งตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ที่ลำบากน้อยที่สุดคือกลุ่มที่ทำงานที่บ้านได้ หมายถึงคนทำงานออฟฟิศและคนค้าขายออนไลน์อยู่แล้ว แต่คนที่ลำบากที่สุดคืองานใช้แรงและอยู่นอกระบบออนไลน์

เมื่อจีนปิดเมืองทุกอย่างยังคงเคลื่อนไหวไปได้เพราะมีกลไกรองรับอยู่แล้ว เมื่อสั่งอาหารคนจีนก็สั่งทางออนไลน์อยู่แล้ว และเมื่อส่งอาหารก็มีบริการแอพรองรับอยู่แล้ว ก่อนที่จะเกิดการระบาดวิถีชีวิตของคนจีนน่าจะกลายเป็นระบบอนไลน์ไปครึ่งหนึ่งแล้ว

แต่สิ่งที่จีนล้ำกว่าไทยคือระบบจ่ายเงินออนไลน์เมื่อปิดเมืองแล้ว

ประเทศไทยจึงยังไม่มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจกรรมออนไลน์เท่าจีน แถมยังมีช่องโหว่ตรงที่บริการแอพสั่งซื้อออนไลน์อาจจะเรียกเก็บค่าบริการสูงเกินไป

ข้าวของที่แพงอยู่แล้วต้องมาถูกชาร์จเพิ่มไปอีก แน่นอนว่าในระยะสั้นมันอาจจะสะดวก แต่หากเป็นแบบนี้ไปอีกหลายเดือน เราจะกล้าจ่ายบริการแบบนี้ด้วยความเต็มใจไปอีกนานเท่าไร? เรื่องนี้รัฐบาลได้ตระหนักหรือไม่

อีกปัญหานึ่งคือระบบจ่ายเงินออนไลน์ยังไม่ครอบคลุม ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากไม่ใช่เพราะมันสะดวกแต่เพราะมันช่วยให้เราสัมผัสกับธนบัตรกับเหรียญกษาปณ์น้อยลง โอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสก็น้อยลงไปด้วย

ปัญหานอกระบบออนไลน์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรายังมีประชากรนอกระบบอีกแบบหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบหนักมาก คือประชากรในกลุ่มเศรษฐกิจนอกกระบบ

เศรษฐกิจนอกกระบบ หรือเศรษฐกิจเงา (Shadow Economy) เป็นส่วนประกอบหลักของเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจเงาคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ (Informal economy) ไม่ถูกเก็บภาษีและไม่ถูกตรวจสอบโดยภาครัฐ จึงอยู่นอกเหนือการคำนวณอย่างเป็นทางการ เช่น การจ้างงานนอกระบบที่ไม่ถูกนับรวมเข้ากับอัตราการจ้างงานหรือว่างงานที่รัฐรายงานเป็นประจำ และทำให้ตัวเลข GDP จริงๆ ของประเทศเล็กกว่าความเป็นจริง

เศรษฐกิจเงาในบ้านเราก็เช่น ร้านอาหารริมทาง รถเข็นขายของ ร้านค้าตามตลาดนัด คนขับแท็กซี่ที่ไม่ขึ้นทะเบียน พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ คนทำงานฟรีแลนซ์ และอีกมากมาย ดูเหมือนว่าอาชีพสายนี้จะเยอะมากในบ้าน

จึงไม่น่าแปลกใจที่เศรษฐกิจเงาของประเทศไทยจึงมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากตัวเลขปี 2015 อยู่ที่ 43.12% และเคยสูงถึง 56.64% ในปี 1999 (จากตัวเลขของ TheGlobalEconomy.com)

หมายความว่าครึ่งหนึ่งของไทยเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ และหากรวมเอาเม็ดเงินและการจ้างงานใน "ตลาดเงา" เข้าไปด้วย GDP ของไทยจะใหญ่โตขึ้นมาอีกเท่าตัว

ว่ากันที่การจัดอันดับโลก เศรษฐกิจเงาของไทยเคยใหญ่เป็นอันดับท็อป 5 ของโลกแต่ในปี 2015 ลงมาอยู่ที่ 16 แวดล้อมด้วยประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาทั้งสิ้น

ข้อมูลนี้น่าจะทำให้เราฉุกคิดได้ว่ามันเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจหรือไม่

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะมาคุยกัน คำถามตอนนี้คือในวันที่เราปิดเมืองและประเทศไปแล้วในทางพฤตินัย คนทำงานนอกระบบจะทำงานกันอย่างไร จะมีอะไรรองรับพวกเขา?

ล่าสุด ในระหว่างที่เขียนบทความนี้ รัฐบาลได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือแรงงานนอกระบบแล้ว หนึ่งในมาตรการนั้นคือการแจกเงินให้แรงงานนอกระบบ ลูกจ้างอาชีพอิสระคนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน มีจำนวนคนที่ได้รับเงิน 3 ล้านคน

นี่คือวิธีการเฉพาะหน้าในการพยุงเศรษฐกิจเงา และหากประเมินจากระยะเวลาจ่ายเงิน คาดได้ว่ารัฐบาลต้องควบคุมการระบาดให้ได้ในเวลา 3 เดือนเพื่อที่เศรษฐกิจนอกระบบจะขับเคลื่อนได้อีกครั้ง

และมันสำคัญตรงที่เศรษฐกิจนอกระบบคิดเป็นครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบนี่แหละ รัฐบาลจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ส่วนคนที่อยู่ในระบบอาจจะรู้สึกแปลกใจที่ตัวเองไม่มีมาตรการช่วยมากขนาดนี้ ผู้เขียนก็ขอให้เข้าใจว่านี่คือสถานการณ์เร่งด่วนที่จะต้องช่วยอุ้มกันไปก่อน เมื่อทุกอย่างคลี่คลายรัฐบาลจะต้องทำทุกอย่างให้แฟร์มากขึ้น

คนขายส้มตำ คนขับมอเตอร์ไซค์ คนเข็นผักในตลาด พวกเขาคือฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญพอๆ กับผู้เสียภาษีเงินได้และผู้ประกันตนในระบบ แต่ความช่วยเหลือนี้ยังไม่พอ รัฐบาลต้องทำให้มันเรียบร้อยกว่านี้ด้วย

ดังนั้น นี่คือโอกาสที่รัฐบาลจะขึ้นทะเบียนเศรษฐกิจเงาให้เป็นกิจจะลักษณะเสียที นำพวกเขาเข้าสู่ระบบประกันตนและเสียภาษีอย่างเป็นที่เป็นทาง การทำแบบนี้จะช่วยให้รายได้ไม่รั่วไหล และสามารถนำภาษีไปเกลี่ยให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจริงๆ

เมื่อทุกคนอยู่ในระบบแล้ว หากเกิดวิกฤตแบบนี้ขึ้นมาอีกการช่วยเหลือก็จะง่ายขึ้น การอีดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเห็นผลง่าย ไม่ต้องไปเสียเวลาควานหาตัวเลขในตลาดมืดๆ

การที่ประเทศไทยจะพัฒนาไปสู่ฐานะประเทศพัฒนาแล้ว เราต้องนำเศรษฐกิจนอกระบบให้มาอยู่ในระบบให้มากที่สุด

ดังนั้นในวิกฤตนี้จึงมีโอกาสที่ทุกฝ่ายจะช่วยกันให้รอดเฉพาะหน้าไปก่อน และจัดระเบียบเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นไปพร้อมๆ ด้วย

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต