
สีหศักดิ์ แจงทูต ปมเขตทะเลไทย-กัมพูชา หนุนเมียนมาคืนสู่อาเซียน
สีหศักดิ์ แจงคณะทูต กรณีกัมพูชาใช้กระบวนการประนอมเขตทะเลภายใต้ UNCLOS ชี้ไทยเลิก MOU44 เหตุเจรจาไม่คืบ 25 ปี เตรียมทบทวนแนวทางทวิภาคีใหม่ ย้ำหนุนเมียนมากลับสู่อาเซียนเพื่อความปึกแผ่นและสันติภาพของภูมิภาค
KEY
POINTS
- นายสีหศักดิ์ชี้แจงต่อคณะทูตกรณีที่กัมพูชาเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับเรื่องเขตทางทะเลภายใต้ UNCLOS ซึ่งไทยมองว่าไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์การหารือ และได้บอกเลิก MOU ปี 2544
- ไทยยืนยันความพร้อมเข้าร่วมกระบวนการประนอมฯ แต่เห็นว่าขอบเขตควรจำกัดเฉพาะการกำหนดเขตทางทะเล และยังคงเชิญชวนกัมพูชาสู่การเจรจาทวิภาคี
- ไทยแสดงจุดยืนสนับสนุนแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์ของอาเซียน และการนำเมียนมากลับคืนสู่ประชาคมอาเซียนเพื่อสันติภาพและความสีหศักดิ์เป็นปึกแผ่นของภูมิภาค
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บรรยายสรุปแก่คณะทูตต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทยเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ไทย - กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมา โดยมีนางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และนายรัชภูมิ บุญรอด รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ร่วมบรรยาย และมีคณะทูตต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทยเข้าร่วม 72 คน จาก 67 ประเทศ 1 องค์กร (สหภาพยุโรป) และ 2 องค์การระหว่างประเทศ
ในประเด็นเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา รองนายกรัฐมนตรีฯ แจ้งเกี่ยวกับการตัดสินใจของกัมพูชาที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ (compulsory conciliation) ภายใต้ภาคผนวก 5 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างทั้งสองประเทศ
โดยระบุว่า กัมพูชาประกาศการตัดสินใจดังกล่าวต่อสาธารณะก่อนที่ไทยจะได้รับแจ้งการริเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับอย่างเป็นทางการ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการหารือระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชาที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 และการหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศที่นครนิวยอร์ก ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะเดินหน้าฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจและการหารือประเด็นเขตทางทะเล เขตแดนทางบก และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรมแดน
ฝ่ายไทยแจ้งให้ฝ่ายกัมพูชาทราบถึงการตัดสินใจของฝ่ายไทยที่จะบอกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเขตไหล่ทวีป (MOU44) ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิทับซ้อนกัน เนื่องจากการเจรจาไม่มีความคืบหน้ามากว่า 25 ปี และเชิญชวนให้กัมพูชาหารือในประเด็นดังกล่าวแบบทวิภาคี โดยยึดกฏหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงหลักการที่เกี่ยวข้องตาม UNCLOS ซึ่งกัมพูชาเพิ่งเข้าเป็นภาคี
ไทยไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่กัมพูชาอ้างว่า การยกเลิก MOU2544 ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่มีกลไกทวิภาคีในการเจรจาเรื่องเขตทางทะเล เพราะการหารือทวิภาคีไม่จำเป็นต้องอ้างอิงหรือยึดตาม MOU2544 ดังนั้น การยื่นเรื่องของกัมพูชาเกิดขึ้นก่อนการหารือทวิภาคีจะสิ้นสุดลง
นอกจากนี้ การที่กัมพูชาระบุว่า เป้าหมายของกัมพูชาในกระบวนการประนอม คือ การกำหนดเขตทางทะเล และข้อตกลงชั่วคราวในการพัฒนาร่วมในพื้นที่ดังกล่าวระหว่างรอการกำหนดเขต นั้น รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ย้ำว่า ขอบเขตของเรื่องที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการประนอมควรจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น เมื่อคำนึงถึงพัฒนาการล่าสุด รองนายกรัฐมนตรีฯ จึงเห็นว่า ฝ่ายไทยจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการดำเนินการในประเด็นทวิภาคีที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา ทั้งนี้ ไทยได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมกระบวนการประนอมตามกรอบของ UNCLOS
ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีฯ บรรยายสรุปเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ในเมียนมา โดยเฉพาะแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาของอาเซียน ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการเชิงบวกในเมียนมา และการนำเมียนมากลับสู่อาเซียน เนื่องจากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคจะเกิดขึ้นได้เพราะความเป็นปึกแผ่นและความเป็นแกนกลางของอาเซียน







