เกิดอะไรขึ้นกับมาเลเซีย? เมื่อมหาเธร์แตกหักกับอันวาร์

วันที่ 24 ก.พ. 2563 เวลา 14:45 น.
เกิดอะไรขึ้นกับมาเลเซีย? เมื่อมหาเธร์แตกหักกับอันวาร์
มหาเธร์และอันวาร์เคยเป็นมิตร แล้วกลายเป็นศัตรู และต่อมาเป็นมิตร ล่าสุดกำลังจะเป็นศัตรูกันอีกครั้ง

กลายเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสุดๆ เมื่อ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ลาออกจากตำแหน่งแบบสายฟ้าแลบ

เขาคือนายกรัฐมนตรีวัย 94 ปี ผู้นำที่สูงวัยที่สุดสุดโลก เก๋าที่สุดในโลก และเป็นบุรุษเหล็กคนสุดท้ายของอาเซียน

เมื่อปี 2018 มหาเธร์ผนึกกำลังกับอันวาร์ อิบราฮิม อดีตทายาททางการเมืองที่ต่อมากลายมาเป็นศัตรู (แล้วกลายมาเป็นพันธมิตรอีกรอบ) ช่วยกันโค่นล้มนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก และโค่นการผูกขาดของพรรคอัมโน (ํUMNO) พรรคที่พวกเขาทั้งคู่เคยเป็นสมาชิกและทำให้มันยิ่งใหญ่ขึ้นมา

นาจิบ ราซัก ถูกโจมตีอย่างหนักจากกรณีอื้อฉาว 1MDB ที่ฉ้อโกงเงินหลวงไปใช้ส่วนตัวผ่านบริษัทแห่งชาติ เรื่องอื้อฉาวนี้บวกกับการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้มาเลเซียถดถอยลงไปมากในช่วงไม่กี่ปีหลัง

ผู้คนจึงโหยหาฮีโร่ที่จะเข้ามากอบกู้สถานการณ์ และมหาเธร์ที่ล้างมือในอ่างทองคำไปหลายปี ก็ลุกขึ้นมาแบกธงนำมหาชนเพื่อโค่นล้มอดีตลูกพรรคเดียวกับเขา แต่ตอนนี้กลายมาเป็นตัวร้ายในทางการเมือง

เพื่อที่จะโค่นพรรคอัมโนที่มีอิทธิพลมานานหลายปี มหาเธร์ยอมจับมือกับอันวาร์ อิบราฮิม ผู้ที่เคยทำงานร่วมกับเขาในฐานะรองนายกรัฐมนตรีเมื่อหลายปีก่อน

ย้อนกลับไปในปี 1999 อันวาร์ที่ถูกวางตัวเป็นทายาททางการเมืองต่อจากมหาเธร์ ถูกมหาเธร์กล่าวหาว่ามีพฤติกรรมทางเพศอันผิดกฎหมาย จนถูกปลดจากตำแหน่ง เขี่ยออกจากเวทีการเมือง ถูกโยนเข้าคุก แล้วถูกซ้อมจนตาเขียว

การที่มหาเธร์เล่นงานทายาทการเมืองของตัวเองยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ว่า "ทำไม?"

แต่หลังจากที่มหาเธร์หันไปไว้วางใจคนอื่นให้มารับไม้ต่อจากตน ดูเหมือนว่าบ้านเมืองจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ จนกระทั่งอันวาร์พ้นจากมลทิน ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้งในปี 2004 ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ถูกเล่นงานด้วยข้อหาทางเพศข้อหาเดิมอีกในปี 2015 ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวในปี 2018

อันวาร์ถูกมหาเธร์และพรรคพวกของมหาเธร์โยนเข้าคุกถึง 2 ครั้ง เหตุผลแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่เขาจะอยู่ร่วมโลกกับมหาเธร์ไม่ได้

แต่ในโลกของการเมืองไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ในปี 2016 หลังจากกรณีอื้อฉาว 1MDB รุนแรงขึ้น มหาเธร์แสดงสปิริตด้วยการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคอัมโน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่เขาช่วยทำให้มันยิ่งใหญ่ขึ้นมา

ในปีเดียวกันนั้น มหาเธร์ร่วมกับพรรคการเมืองใหม่ในฐานะหัวหน้าพรรค และเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 2018

แต่พรรคใหม่ของมหาเธร์ไม่สามารถโค่นพรรคเก่าแก่ที่เขาเพิ่งจะออกมาได้ ดังนั้นจึงต้องแสวงหาพันธมิตร

ในบรรดาพรรคที่จะมาเป็นพันธมิตร ไม่มีพรรคไหนที่จะแข็งแกร่งเท่ากับพรรคของอันวาร์อีก

นี่คือสาเหตุที่อดีตศัตรูต้องหวนกลับมาปรองดอง แล้วตั้งพันธมิตร Pakatan Harapan ที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองกลุ่มต่างๆ มีอันวาร์และมหาเธร์เป็นพรรคแกนนำ จนโค่นพรรคอัมโนลงได้ และมหาเธร์เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ไม่ได้มาจากพรรคอัมโน

เบื้องหลังชัยชนะครั้งนี้คือข้อตกลงที่ว่ามหาเธร์จะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไประยะหนึ่ง แล้วจะส่งไม้ต่อให้กับอันวาร์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

แต่ผ่านมา 2 ปีแล้ว มหาเธร์ก็ยังไม่มีวี่แววจะโอนตำแหน่งให้อันวาร์ตามสัญญา ความคุกรุ่นในพรรคเริ่มก่อตัวขึ้น

นอกจากนี้ ในพันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาล Pakatan Harapan ไม่ได้มีแค่กลุ่มของมหาเธร์และอันวาร์

ความขัดแย้งได้ก่อตัวขึ้นในพันธมิตรนี้และระเบิดขึ้นมาในวันที่ 23 กุภาพันธ์ โดยมีความพยายามจากฝ่ายปฏิปักษ์ของอันวาร์ในพรรคนี้ต้องการที่จะสกัดไม่ให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปต่อจากมหาเธร์

มีรายงานว่าในพันธมิตรพรรคร่วมมีฟอร์มทีมพรรคร่วมขึ้นมาใหม่ โดยกีดกันอันวาร์และคนในพรรคของเขาออกไปทั้งหมด

คนที่ก่อหวอดยังรวมถึงคนในพรรค People's Justice Party ของอันวาร์เอง คือ โมฮัมหมัด อัซมิน อาลี และ ซูไรดา กามารุดดิน ซึ่งพยายามฟอร์มทีมขึ้นมาให้เพื่อตั้งรัฐบาลของตัวเองโดยไม่มีพื้นที่ให้อันวาร์

อันวาร์ตอบโต้ด้วยการไล่ทั้ง 2 คนนี้ออกไป สถานการณ์ดูเหมือนจะคลี่คลาย

แต่แล้ววิกฤตนี้ก็รุนแรงขึ้นมาอีกในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงก็นำไปสู่การประกาศลาออกแบบไม่ปี่ไม่มีขลุ่ยของมหาเธร์

ในตอนแรกอันวาร์ได้ไปหารือกับมหาเธร์ เมื่ออกมาก็บอกว่า "คุยกันดี"

แต่สิ่งทีเกิดขึ้นมันตรงกันข้าม เมื่อพรรค Bersatu ของมหาเธร์ประกาศว่าจะถอนตัวจากพันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งหมายความว่าฝ่ายมหาเธร์จะฟอร์มรัฐบาลของตัวเองขึ้นมาเช่นกัน

มีรายงานว่า มหาเธร์จะกลับไปจับมือกับพรรคอัมโนที่เขาเคยเป็นหัวเรือใหญ่และโค่นมันลงมากับมือ และยังจะไปจับมือกับพรรคมุสลิมสายเคร่ง

เรื่องนี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติในพันธมิตรพรรคร่วมฯ ซึ่งประกอบด้วยพรรคชนกลุ่มน้อยอื่นๆ และพรรคของชนชาติมลายู นี่คือการรวมตัวกันที่ประดักประเดิด เพราะทราบกันดีว่ามาเลเซียมีปัญหาเรื่องความปรองดองทางเชื้อชาติ

และในเวลานี้คนเชื้อสายมลายูไม่พอใจที่พันธมิตรพรรคร่วมฯ ไม่สามารถปกป้องสิทธิ (หรือที่จริงคืออภิสิทธิ) ของชนเชื้อสายมลายูได้

ความประดักประเดิดนี้กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ในที่สุด เมื่อพรรคสายมลายูที่นำโดยมหาเธร์ออกไปผนึกกำลังกับพรรคนิยมมลายูในที่สุด

ตอนนี้เราจะเห็นได้ว่าอันวาร์มีทั้งศัตรูในพรรคตัวเองและศัตรูนอกพรรค ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังการลาออกของเสือเฒ่า อันวาร์จะประมาทไม่ได้ เพราะอาจถูกเขี่ยออกจากวงโคจรไปง่ายๆ

ดังนั้น อันวาร์จึงเดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดี องค์พระประมุขแห่งมาเลเซียในช่วงล่าย เพื่อกราบทูลถึงสถานการณ์และขอพระบรมราชานุญาติจัดตั้งรัฐบาลของเขา

สถานการณ์ที่ต้องจับตาในตอนนี้คือ มีการฟอร์มรัฐบาลขึ้นมาได้ทันการณ์ หรือจะต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งกระทันหัน