งบประมาณญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ อัดฉีดกองทัพเพิ่มทุกปี

วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 10:20 น.
งบประมาณญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ อัดฉีดกองทัพเพิ่มทุกปี
 

งบประมาณเริ่มต้นของญี่ปุ่นสำหรับปีงบประมาณ 2563 จะสูงเป็นประวัติการณ์และสูงสุดเลยหลัก 100 ล้านล้านเยน (เกือบ 28 ล้านล้านบาท) เป็นปีที่สองติดต่อกัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคม และค่าใช้จ่ายในการป้องกันที่สูงขึ้น

สำหรับงบประมาณของปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมีนาคมปี 2563 จะอยู่ที่ 101.46 ล้านล้านเยน

คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ วางแผนที่จะอนุมัติร่างงบประมาณปีถัดไปในวันที่ 20 ธันวาคม 2562 และส่งไปให้สภาสมัยสามัญพิจารณาในเดือนมกราคม 2563

งบประมาณทั้งหมดในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะจัดสรรเงินทุนสำหรับการศึกษาก่อนวัยเรียนฟรีที่จะขยายเวลาไปอีก 6 เดือน รวมถึงงบประมาณให้โครงการคืนเงินสำหรับการซื้อสินค้าที่ทำผ่านระบบไร้เงินสดรวมถึงบัตรเครดิต เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค หลังจากรัฐบาลขึ้นภาษีผู้บริโภคเมื่อเดือนตุลาคม

แต่ไฮไลท์สำคัญของงบประมาณ อยู่ที่ค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ ที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.3 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นจาก 5.26 ล้านล้านเยนในปีปัจจุบัน และเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภัยคุกคามนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

งบประมาณด้านการทหารที่เพิ่มนี้ รวมถึงเงินสำหรับพัฒนาเครื่องบินขับไล่ F-2 มูลค่า 1 หมื่นล้านเยน โดยพัฒนาร่วมกับบริษัทคู่สัญญาจากสหรัฐและยุโรป

ทั้งนี้ งบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้น 1% ทุกปีในช่วงหลัง และคิดเป็น 5% ของงบประมาณทั้งหมด

เพื่อรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงที่เกิดขึ้นวัยรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายจ่ายประกันสังคมจึงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 แสนล้านเยนจากปีงบประมาณปัจจุบัน แต่เห็นได้ชัดว่างบประมาณด้านสังคมน้อยกว่างบประมาณด้านการทหารเป็นอย่างมาก

แม้ัจะเพิ่มทงบประมาณทำลายสถิติต 2 ปีติดต่อกัน แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลอาจเพิ่มปริมาณพันธบัตรเพื่อครอบคลุมการขาดดุล เนื่องจากรายได้จากการเก็บภาษีไม่น่าจะเพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์แม้ว่าอัตราภาษีการบริโภคจะเพิ่มขึ้น 2% เป็น 10% แต่รายได้จากภาษีของประเทศสำหรับปีงบประมาณ 2563 คาดว่าจะลดลง 62.50 ล้านล้านเยน

กระทรวงการคลังของญี่ปุ่นกำลังพยายามควบคุมการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านPhoto by Toshifumi KITAMURA / AFP