สิงคโปร์...รู้จริง แข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก

วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 20:43 น.
สิงคโปร์...รู้จริง แข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก
คนสิงคโปร์ได้รับการยอมรับเรื่องความเก่ง ความเป็นสากล และความเป็นมืออาชีพ ทำให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นที่จะทำงานร่วมกับคนสิงคโปร์ ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ใครต่อใคร ต่างพากันเชื่อมั่นในคุณภาพของคนสิงคโปร์ ก็คงมาจากข้อมูลที่ได้รับ และประสบการณ์ตรงของหลายๆคน

ส่วนปัจจัยที่ทำให้คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ มีคุณภาพได้เช่นนั้น ก็คงต้องยอมรับว่า คุณภาพการศึกษา มีส่วนสำคัญอย่างมาก ซึ่งเส้นทางการพัฒนาคนด้วยการศึกษาของสิงคโปร์นั้น ต้องยอมรับว่า เขามีต้นทางที่ดี ระหว่างทางก็ทำได้ดี จึงส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ปลายทาง ออกมาดีด้วยเช่นกัน

ครูผู้สอนต้องออกแบบวิธีการสอนเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กให้ได้

ที่ว่าต้นทางดี ก็หมายถึง รัฐบาลที่มีความชัดเจนในเป้าหมาย มีการกำหนดเป็นนโยบายทางการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละช่วงของการพัฒนาประเทศ มีการกำหนดกฏเกณฑ์เพื่อให้ได้บุคลากรคุณภาพสูงเข้ามาร่วมงาน

ส่วนที่กล่าวว่า สิงคโปร์ดำเนินการระหว่างทางดีเช่นกัน ก็หมายถึง การที่ทุกภาคส่วน มีความจริงจังและจริงใจเพื่อบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเด็กทุกคน ให้มีพัฒนาศักยภาพสูงสุด แต่ในขณะเดียวกัน เป้าหมายนั้น ก็มีความยืดหยุ่น ให้ครูผู้สอนสามารถปรับวิธีการได้ตามความหลากหลายของผู้เรียน เหล่านี้ทำให้ปลายทางของระบบการศึกษาออกมาดี คือ สามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ มีทักษะในการใช้ชีวิต, เป็นคนมีคุณธรรม, มีความรับผิดชอบ ทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและประเทศชาติ

กระทรวงศึกษาธิการของประเทศสิงคโปร์ มีเป้าหมายสำคัญที่จะให้การศึกษา เป็นตัวช่วยบ่มเพาะให้คนสิงคโปร์ มีคุณลักษณะ 4 ด้านด้วยกันคือ (1) เป็นผู้มีความมั่นใจในตัวเอง มีความคิดอ่านอิสระ และเฉียบแหลม สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน กล้าทำในสิ่งที่ถูกที่ควร (2) ต้องเป็นคนที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน, วัยทำงาน, หรือวัยเกษียณก็ตาม (3) เป็นผู้มีส่วนร่วมที่ดี สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ มีความคิดริเริ่มสร้างสรร มีความกล้าเสี่ยงอย่างมีเหตุผล และหวังผลที่เป็นเลิศ และ (4) มีสำนึกความเป็นประชากรสิงคโปร์ เปิดรับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีบทบาทในการทำสังคมและประเทศชาติให้ดียิ่งๆขึ้น

เมื่อมีการกำหนดเป้าหมายทางการศึกษาที่ชัดเจน กระบวนการเรียนการสอน ก็ต้องนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยเริ่มที่การศึกษาในระดับก่อนวัยเรียน

การศึกษาก่อนวัยเรียนมีความสำคัญมาก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ เพราะเด็กที่พร้อมจะเรียนรู้ ต้องมีพัฒนาการที่สมวัยเสียก่อน และต้องมีความรู้สึกสนุกสนานไปกับการเรียนรู้ ทำให้การศึกษาในก่อนวันเรียนของสิงคโปร์ ห้ามสอนวิชาการ แต่จะเป็นการพยายามให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ผ่านการใช้สื่อการเรียนการสอน การเล่นเกมส์ และการร้องเล่นเต้นรำต่างๆ

เด็กสิงคโปร์จะโดดเด่นในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพราะมีหลักการสอนที่เน้นความเข้าใจ และการนำไปใช้จริง

ต่อมาเมื่อเด็กเข้าสู่ระดับประถมวัย จะเป็นช่วงของการปูพื้นฐานทางด้านทักษะชีวิต และวิธีการเรียนรู้ ครูผู้สอนจะมีการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Teach Less Learn More คือ ไม่ยัดเยียดเนื้อหาวิชาการ แต่จะเน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตให้เด็ก ดังนั้น วิธีการสอนจึงต้องออกแบบสร้างสรรค์ให้มีความสนุกสนาน แต่แฝงไว้ด้วยประโยชน์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ ครูต้องคิดวิธีโน้มน้าวให้เด็กเกิดความสนใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กมุ่งมั่นไปสู่การเรียนรู้ เพื่อให้เด็กค้นพบคำตอบของคำถาม ได้อย่างมีความสุข นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อเด็กแต่ละคน แต่ละวัย แต่ละโรงเรียน มีความแตกต่างกัน รูปแบบการสอนจึงต้องมีความยืดหยุ่น และหลากหลายมาก โดยครูสิงคโปร์จะทำการสอนเด็ก ตามหลักโสเครติส (Socretic method) นั่นก็คือ การสนทนาแบบตั้งคำถามนำ แล้วชวนให้เด็กคิดตาม เพื่อให้เกิดความสนใจในการหาคำตอบ ควบคู่กับการกระตุ้นให้เด็กใช้เหตุผล และใช้ตรรกะถกกันมาอธิบายหรือมาถกกับครู เพื่อนำไปสู่การหาคำตอบของปัญหาร่วมกัน

เมื่อเด็กฝึกฝนได้เช่นนั้น เด็กก็จะคุ้นเคยกับการพยายามหาคำตอบ โดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า “ทำไม” และนำไปสู่กระบวนการค้นคว้า, การคิด, การถาม เพื่อให้คำตอบ โดยวิธีการที่ไม่ใช่การบอกคำตอบโดยตรงจากครู จะทำให้เด็กจำคำตอบได้อย่างเข้าใจ ดังนั้น เมื่อถึงวัยที่ต้องเรียนวิชาการอย่างจริงจัง เด็กสิงคโปร์ส่วนใหญ่ จึงมีความพร้อม และกลายเป็นผู้เรียนที่มีความกระตือรือล้น ทำให้เด็กสิงค์โปร์ มีความโดดเด่นด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แถมนิสัยที่ได้จากการเรียนรู้แบบนี้ ยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

การสอนคณิตศาสตร์ของประเทศสิงคโปร์นั้น มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ จนถูกเรียกว่า “คณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์” (Singapore math) คือ ครูผู้สอนจะเน้นความเข้าใจของเด็กเป็นแก่นของกระบวนการเรียนรู้ โดยจะตัดรายละเอียดที่ไม่ใช่สาระหลักออกไป และพยายามต่อยอด จากสิ่งที่เด็กได้เรียน มุ่งเน้นผลลัพท์ที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้จริง

ส่วนวิชาภาษาอังกฤษ ถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับคนสิงคโปร์ นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อกับโลกสากลแล้ว ภาษาอังกฤษยังเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อสังคมแบบพหุวัฒนธรรมของสิงคโปร์อีกด้วย เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจึงจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ

เนื่องจาก ประชากรกลุ่มใหญ่ในประเทศ เป็นเชื้อชาติจีน, เชื้อชาติมลายู, และเชื้อชาติอินเดีย ทำให้เด็กนักเรียนสิงคโปร์ จำเป็นต้องเรียนอย่างน้อย 2 ภาษา คือภาษาอังกฤษ ที่ใช้เป็นภาษากลาง ส่วนอีกหนึ่งภาษาก็จะให้เรียนภาษาแม่ของตนเอง อันได้แก่ ภาษาจีน, ภาษามาเลย์ และภาษาทมิฬ

เด็กสิงคโปร์ ต้องรู้จริง แข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก

สิงคโปร์อนุญาตให้หลักสูตรการศึกษา มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน เส้นทางการศึกษาของเด็กแต่ละคน จึงสามารถปรับให้มีความยืดหยุ่นตามศักยภาพและความสนใจของผู้เรียน ณ ช่วงเวลานั้นๆ

ความใส่ใจในความแตกต่าง นอกจากจะทำให้ระบบการศึกษาสิงคโปร์มีความยืดหยุ่นแล้ว ยังทำให้เกิดรูปแบบเฉพาะทางทางการศึกษาอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการศึกษาแบบ Gifted Education สำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ โดยสิงคโปร์มีประวัติศาสตร์การพัฒนาการศึกษาแบบ Gifted Education มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1984 จึงมีประสบการณ์เพียงพอ ที่จะสร้างเด็กอัจฉริยะ ไม่ให้เป็นเพียงเด็กที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นเด็กที่มีทักษะในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อีกด้วย ซึ่งครูที่จะมาสอนเด็กอัจฉริยะเหล่านี้ได้ ก็ต้องเป็นครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เด็กที่แตกต่าง ไม่ได้มีเพียงเด็กที่มีพรสวรรค์เท่านั้น แต่ยังมีเด็กที่มีข้อจำกัดในการเรียนรู้ ซึ่งควรได้รับการดูแลในรูปแบบและวิธีการโดยเฉพาะเช่นกัน ทำให้เกิดเป็น “การศึกษาพิเศษ” (Special Education) ขึ้น สำหรับเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือ และต้องการการดูแลมากกว่าเด็กทั่วไป เช่น เด็กที่มีข้อจำกัดทางด้านร่างกาย, เด็กที่เรียนรู้ได้ยากกว่าปกติ, หรือเด็กที่มีเงื่อนไขด้านการเรียนรู้ โดยรัฐบาลจะมีการจัดหาครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดูแล และให้การสนับสนุนเครื่องมือในการดูแลเด็กเหล่านี้ เพื่อให้ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม

ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ อัตราการรู้หนังสือของเด็กวัยเรียนสิงคโปร์ สูงถึงร้อยละ 99.93 หรืออาจกล่าวได้ว่าเด็กเกือบทั้งหมดในประเทศสิงคโปร์ เข้าถึงการศึกษาแทบทั้งนั้น

ผลลัพธ์จากการสอนแบบให้เด็กรู้จักค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ทำให้คนสิงคโปร์มีความใฝ่รู้และใฝ่เรียนมาก ซึ่งลักษณะนิสัยเช่นนั้น ทำให้เกิดประโยชน์หลายทางต่อประเทศชาติ โดยเรื่องแรกคือ การที่คนหนุ่มสาวจะหมั่นพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ สร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลให้กับประเทศ ส่วนประโยชน์อีกด้านคือการสร้างนิสัย การเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย ซึ่งการที่คนสิงคโปร์มีนิสัยเรียนรู้ตลอดชีวิตนี้ ทำให้ผู้สูงอายุสิงคโปร์ส่วนใหญ่ ยังสามารถสร้างคุณค่าให้สังคมได้อยู่ เราจึงยังเห็นภาพของผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์จำนวนมากยังคงทำงานอยู่ โดยที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ทั้งเรื่องของทักษะในการปรับตนเองให้ทันกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี และทักษะด้านวิชาชีพ ที่จะเพิ่มโอกาส และทางเลือกในการทำงาน ที่จะสร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคมต่อไป

โลกทุกวันนี้ เห็นความสำคัญของการศึกษาทั้งนั้น แต่ละประเทศมีอัตราการรู้หนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ และในแต่ละปี ก็มีบัณฑิตจบการศึกษาออกมาเป็นจำนวนมาก แต่หลายประเทศก็ยังกังขาเกี่ยวกับคุณภาพบัณฑิตของตน เพราะบัณฑิตที่จบมานั้น บ้างก็ทำงานไม่เป็น บ้างก็ไม่มีทักษะ บ้างก็ไม่มีคุณภาพเพียงพอ ดังนั้น อาจถึงเวลาที่ต้องทบทวนความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงาน, ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา, และทบทวนวิธีการเรียนการสอน เพื่อให้ระบบการศึกษาช่วยสร้างคนที่รู้จริง แข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก

เด็กสิงคโปร์จะเรียนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาแม่ของตนเองอีกหนึ่งภาษา