ประธานหัวเว่ยสุดคิดถึงลูกสาว ปัดเอี่ยวสปายข้อมูล

วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 18:34 น.
ประธานหัวเว่ยสุดคิดถึงลูกสาว ปัดเอี่ยวสปายข้อมูล
ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย ชี้แจงทุกประเด็น ย้ำบริษัทไม่เป็นสายลับให้รบ.จีน ตัดพ้อแค่"เครื่องมือ"ในสงครามการค้า

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นาย เริ่นเจิ้งเฟย วัย 74 ปี ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ได้เปิดใจต่อผู้สื่อข่าวเป็นครั้งแรกณ สำนักงานใหญ่ของหัวเหวยในนครเซินเจิ้น เกี่ยวกับอนาคตของบริษัทและปัญหาด้านความปลอดภัยที่กำลังเป็นประเด็นในหลายประเทศขณะนี้

นายเริ่น อดีตนายทหารในกองทัพจีน และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ระบุว่า "หัวเหวยให้บริการลูกค้า 3 พันล้านคนจาก 170 ประเทศ ในระยะเวลา 30 ปี และมีสถิติตัวเลขด้านความปลอดภัยที่ดีมาตลอด เราไม่เคยมีปัญหาใหญ่เลย"

 

 

"หัวเว่ยเป็นธุรกิจอิสระ เรายืนหยัดที่จะยืนอยู่ข้างลูกค้าของเราในเรื่องความปลอดภัยในโลกไซเบอร์และการปกป้องความเป็นส่วนตัว เราไม่มีวันที่จะทำร้ายประเทศใดๆ หรือบุคคลใดๆ ก็ตาม"

ตามที่กระทรวงต่างประเทศจีนได้ชี้แจงไปแล้วว่า ไม่มีกฎหมายใดในประเทศจีนที่กำหนดให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งต้องติดตั้งแบคดอร์ หรือช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ (Backdoor) เพื่อการดักฟังข้อมุล ไม่ว่าหัวเว่ยหรือผมเอง ต่างไม่เคยได้รับการร้องขอใดๆ จากรัฐบาลในเรื่องการให้ข้อมูลด้วยเช่นกัน

 

 

"ผมรักประเทสของผม ผมสนับสนุนแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ผมก็ไม่มีวันทำลายประชาคมโลกได้"

นายเริ่นยังได้กล่าวยอมรับในฐานะพ่อว่า ตนเองเป็นห่วงเหมิ่ง หว่านโจว บุตรสาวของตนเป็นอย่างมาก หลังจากที่บุตรสาวถูกจับในประเทศแคนาดา และเสี่ยงต่อการถูกส่งตัวไปยังสหรัฐในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน จากการที่ถูกกล่าวหาว่า ลักลอบทำธุรกรรมอย่างลับๆกับอิหร่าน ซึ่งละเมิดต่อกฎการคว่ำบาตรของสหรัฐ เนื่องจากหัวเว่ย เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐด้วย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ

 

 

นอกจากนี้ นายเริ่นยังได้กล่าวชื่นชม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐว่า เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในแง่ที่เขากล้าปรับลดมาตรการทางภาษี ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในสหรัฐฯให้เติบโตไปได้

สำหรับอนาคตของหัวเว่ย นายเริ่นกล่าวว่า ปี 2019 นี้ อาจเป็นปีที่ยากลำบาก โดยรายรับจะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกล่าวว่าบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ตลอดทั้งปีไว้ที่ 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

 

เริ่นยังกล่าวด้วยว่าหัวเหวยจะไม่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับแซดทีอี คอร์ปอเรชัน (ZTE) หากบริษัทของเขาถูกลงโทษด้วยบทลงโทษที่คล้ายกัน “เราลงทุนด้านงานการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังมาหลายปีแล้ว…สิ่งที่เกิดขึ้นกับแซดทีอีจะไม่เกิดขึ้นกับหัวเว่ย

นายเริ่นระบุต่อไปว่า หัวเว่ยนั้นไม่ใช่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัยพ์ จึงไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายงานด้านการเงินแก่สาธารณะ อีกทั้งยังสามารถปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสมกับตลาดได้ง่าย หากหัวเว่ยไม่ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาดของบางประเทศ

ทั้งนี้ การเชิญผู้สื่อข่าวต่างประเทศทั้งหกสำนักไปสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิดนั้นไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนแห่งนี้ โดยกิจกรรมครั้งล่าสุดนั้นจัดขึ้นเมื่อสามปีก่อน

 

บทความแนะนำ