"สมาร์ทเบบี้" มาแรง! ตัวช่วยพ่อแม่ยุคใหม่

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 21:51 น.

"สมาร์ทเบบี้" มาแรง! ตัวช่วยพ่อแม่ยุคใหม่

"อุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็ก" หรือ Smart Baby Productที่ตอบสนองกลุ่มพ่อแม่รุ่นใหม่ กำลังจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรง!

*******************************

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สำหรับพ่อแม่กลุ่มมิลเลนเนียล หรือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1980-1996 แล้วนั้น ประโยคที่ว่า “การเลี้ยงเด็กเป็นเรื่องยาก” อาจไม่เป็นความจริงอีกต่อไป เพราะด้วยช่วงวัยที่เติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้ปัจจุบันพ่อแม่กลุ่มนี้กล้าที่จะรับเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเลี้ยงดูลูก จนทำให้ “อุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็ก” หรือ Smart Baby Product กำลังจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่มาแรงในอนาคตอันใกล้

คลื่นลูกแรกของอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็กอาจไม่หวือหวามากนัก เช่น ที่นั่งสำหรับเด็กในรถยนต์ แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เทคโนโลยีสำหรับการเลี้ยงเด็กนั้นมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ขวดนม จุกนมหลอก เปลนอน รถเข็น หรือเสื้อผ้า ล้วนกลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับการเลี้ยงเด็กไปแล้ว โดยปัจจุบันได้มีแบรนด์ด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกหลายรายเริ่มหันมาให้ความสนใจในอุตสาหกรรมนี้กันมากขึ้น

แรงดึงดูดที่ทำให้หลายบริษัทหันมา

รุกธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็กอย่างจริงจังนั้น มาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเด็กรุ่นอัลฟา (Generation Alpha) ซึ่งเกิดในปี 2010 เป็นต้นไป โดยเด็กกลุ่มนี้เมื่อเกิดมาแล้วจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีล้ำสมัยตั้งแต่ลืมตาดูโลก โดยงานวิจัยของ แมคครินเดิล บริษัทวิจัยสังคมจากออสเตรเลีย ระบุว่า ในแต่ละสัปดาห์พ่อแม่กลุ่มมิลเลนเนียลจะให้กำเนิดเด็กรุ่นอัลฟามากกว่า 2.5 ล้านคน และจะมีจำนวนถึง 2,000 ล้านคน ในปี 2025

ด้วยเหตุนี้ ตลาดอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็กจึงยังมีศักยภาพเติบโตต่ออีกในอนาคต โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด เฮกซา ชี้ให้เห็นว่า แค่ตลาดอุปกรณ์มอนิเตอร์เด็ก (Baby Monitor) เพียงตลาดเดียว ก็คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 1,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.3 หมื่นล้านบาท) ในปี 2025 จากเดิมที่ 929 ล้านดอลลาร์ (ราว 3 หมื่นล้านบาท) ในปี 2016

เฮกซายังคาดการณ์ด้วยว่า เอเชียแปซิฟิกจะกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมนี้ โดยปัจจุบันพ่อแม่ในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ เยอรมนี ฝรั่งเศส และจีน ได้เริ่มหันมาใช้อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็กกันมากขึ้น ขณะที่ตลาดซึ่งน่าจับตามองต่อไปก็คือ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่าง อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ และไทย

ทั่วโลกรุกเบบี้เทค

บริษัท โมโตโรลา ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติอเมริกัน ถือเป็นหนึ่งในบริษัทระดับโลกที่หันมารุกจับตลาดนี้อย่างจริงจัง โดยโมโตโรลาได้เปิดตัว สมาร์ท เนิร์สเซอรี่ (Smart Nursery) ไลน์อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งเครื่องมอนิเตอร์เด็ก เครื่องกล่อมเด็ก เครื่องทำความชื้น เครื่องชั่งน้ำหนัก และเครื่องเซ็นเซอร์ป้องกันเด็กออกนอกบริเวณ โดยทุกอุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของพ่อแม่ได้ทั้งหมด ซึ่งทำให้สามารถรับข้อมูลและควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ได้แบบเรียลไทม์

ฟากฝั่งเอเชียเองก็มีหลายเจ้าที่รุกตลาดนี้ โดยล่าสุด กรูฟ เอ็กซ์ (Groove X) บริษัทไอทีของญี่ปุ่น เพิ่งจะเปิดตัว โลวอต (Lovot) หุ่นยนต์อัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นเพื่อนกับมนุษย์ โดยมาพร้อมกับกล้องที่สามารถเป็นเครื่องมอนิเตอร์เด็กไปได้ในตัว

ขณะที่ผู้ผลิตรายเล็กจำนวนมากต่างพยายามสร้างกิมมิกให้ผลิตภัณฑ์ ด้วยการเพิ่มความอัจฉริยะเข้าไปเพื่อให้สินค้าที่ใช้กันในชีวิตประจำวันเป็นมากกว่าของใช้ธรรมดาทั่วไป เช่น โอวเล็ต (Owlet) บริษัทผลิตอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็กจากสหรัฐ ที่ผลิตถุงเท้าอัจฉริยะออกวางขาย ราคาคู่ละ 300 ดอลลาร์ (ราว 9,850 บาท) โดยถุงเท้านี้สามารถตรวจวัดชีพจรเพื่อตรวจเช็กระดับออกซิเจน การเต้นของหัวใจ และระดับอุณหภูมิของตัวเด็กได้

ทั้งนี้ จากผลวิจัยของนิตยสาร โกลบอล พีเดียทริค เฮลท์ พบว่า นอกจากถุงเท้าอัจฉริยะนี้จะช่วยตรวจเช็กสุขภาพของเด็กแล้ว ยังช่วยลดความเครียดและความกังวลของพ่อแม่ที่มีต่อสุขภาพของลูกได้อีกด้วย โดย 96% ของพ่อแม่เกือบ 5 หมื่นคน ที่ใช้อุปกรณ์นี้มีความเครียดลดลง

แพงแต่คุ้มค่า

แม้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ราคาอาจเป็นอุปสรรคใหญ่ฉุดการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว เพราะอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับเลี้ยงเด็กมีราคาแพง แต่รายงานล่าสุดจากบีบีซีระบุว่า พ่อแม่รุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมองว่า อุปกรณ์ดังกล่าวให้ผลลัพธ์คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป

สำหรับตัวอย่างอุปกรณ์เบบี้เทคที่คุ้มกับการลงทุน เช่น สนู (Snoo) เตียงอัจฉริยะที่ช่วยให้เด็กนอนหลับได้ง่ายขึ้น ราคาอยู่ที่ 1,160 ดอลลาร์ (ราว 3.8 หมื่นบาท) นับเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียวแทนการไปจ้างพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านการกล่อมเด็ก ซึ่งมีค่าจ้างต่อคืน 200 ดอลลาร์ (ราว 6,550 บาท)

อย่างไรก็ดี บางฝ่ายวิตกว่า อุปกรณ์เบบี้เทคอาจส่งผลต่ออารมณ์และสภาพจิตใจของเด็ก โดย รีเบคกา พาร์ลาเคียน ผู้อำนวยการอาวุโสของกลุ่มเอ็นจีโอด้านเด็ก ซีโร ทู ทรี กล่าวว่า อุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้อาจทำให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมของลูกได้น้อยลง เนื่องจากขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในการทำกิจกรรมหลายอย่าง นอกจากนี้ การที่พ่อแม่จดจ่ออยู่กับเครื่องมอนิเตอร์เด็กมากเกินไปยังเสี่ยงเพิ่มความเครียดมากกว่าที่จะลดความเครียด

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ