‘อียิปต์’ ดินแดนที่ใฝ่ฝันและมนต์ขลังของอารยธรรมโบราณ

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 11:09 น.

‘อียิปต์’ ดินแดนที่ใฝ่ฝันและมนต์ขลังของอารยธรรมโบราณ

เรื่อง/ภาพ : บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ดินแดนที่ทุกคนปักหมุดว่าสักวันหนึ่งต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต “อียิปต์” มักเป็นประเทศที่ทุกคนมีความฝันร่วมกันเสมอ จะด้วยมนต์สะกดของอารยธรรมโบราณ คลีโอพัตราที่ได้รับการกล่าวถึงความมหัศจรรย์ของพีระมิดขนาดใหญ่ หรือคำสาปของฟาโรห์ที่อยากรู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่?

ความโชคดีที่ได้ไปเยือนกับหมู่คณะใหญ่ของบริษัท บัตรกรุงไทย (เคทีซี) เจ้าหน้าที่ทัวร์ให้คำยืนยันพร้อมกับตารางเที่ยวที่อัดแน่นและค่อยๆ เพิ่มการสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงเสมือนดัชนีกราฟหุ้นที่ค่อยๆ ขึ้นจนสร้างสถิติสูงสุด และครอบคลุมไฮไลต์สถานที่ควรมาสัมผัสนี้ประมาณ 60% ของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอียิปต์

เราได้รับการทักทาย จะความโชคดีหรือความบังเอิญก็แล้วแต่ ที่ได้สัมผัสเม็ดปรอยฝนที่อยู่หน้ารถบัสแทบในดินแดนที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ก่อนที่จะไปเจอการซัดสาดของคลื่นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ “เมืองอเล็กซานเดรีย” เมืองใหญ่อันดับสองรองจากกรุงไคโรที่เป็นเมืองหลวง

ตามประวัติเมืองนี้เจอโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นเมืองเก่าของอียิปต์ จนกรีก โรมัน เข้ามาครอบครอง การเข้ามาของศาสนาอิสลามจากอาณาจักรออตโตมัน ที่สำคัญยังเป็นเมืองเกิดตำนานรักของพระนางคลีโอพัตราและมาร์ก แอนโทนี แม่ทัพจากโรมัน

เชิงเศรษฐกิจเมืองนี้เป็นเมืองท่า พืชเศรษฐกิจคือ ฝ้าย จนได้รับการขนานนามว่าผ้าปูที่นอนของอียิปต์นั้นเป็นของดีและขึ้นชื่อ รวมถึงยังมีรายได้ค่าผ่านทางคลองสุเอซ ที่เป็นเส้นแบ่งของเมดิเตอร์เรเนียนเหนือกับทะเลแดงที่ทำให้การขนส่งระหว่างทวีปยุโรปและเอเชียสั้นมากขึ้น

สถานที่ที่ต้องมาคือ “เสาปอมเปย์” เสาหินสไตล์กรีกที่แสดงถึงชาวโรมันได้มาปกครองอียิปต์กับ “สุสานโรมันใต้ดินคาตาคอมป์” ที่เชื่อกันว่าชาวโรมันเอาไว้เก็บศพกว่า 5 หมื่นคน

แต่ที่ชื่นชอบและให้ใจที่สุดคือ “ป้อมปราการไควท์เบย์” เดิมเป็นประภาคารฟาโรส แต่ถูกทำลายจนสุลต่านไควท์เบย์ได้มาทำนุบำรุง จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางทะเล เหตุผลที่ชอบแม้จะต้องฝ่าฟันกับกองทัพนักท่องเที่ยว แต่เพราะติดทะเลทำให้บรรยากาศทุกอย่างดูเบาและสดชื่นจากลมและคลื่นที่ซัดเข้ามา

ความเศร้าใจของเมืองนี้ที่ไม่มีโอกาสแวะ เพราะแค่นั่งรถผ่านไปมา คือการเยือนห้องสมุดอเล็กซานเดรียที่ห้องสมุดยุคแรกของโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของวิชาบรรณารักษศาสตร์ ปัจจุบันเปิดให้บริการกับประชาชนแล้ว

เพื่อให้เข้าถึงประวัติศาสตร์และเห็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของดินแดนไอยคุปต์มุ่งสู่ “เมืองหลวงไคโร” เพื่อชม “พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์” ที่รวมเรื่องราวและศิลปวัตถุ เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นแรกจัดแสดงวัตถุโบราณที่มีน้ำหนักมาก เช่น อ่างอาบน้ำ หีบศพ รูปปั้น และแผ่นศิลาแต่ละยุค

ชั้นสองจัดแสดงวัตถุน้ำหนักเบา เช่น เครื่องมือทำสงคราม เครื่องมือทำศพ เครื่องประดับ แต่ไฮไลต์คือ วัตถุและทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่ถูกค้นพบในสุสานฟาโรห์ตุตันคามุน เช่น โลงศพทองคำแท้ที่มีน้ำหนักมากกว่า 110 กิโลกรัม หน้ากากทองคำ และสมบัติส่วนตัวของพระองค์อีกมากมาย และที่ไม่ควรพลาดคือห้องที่เก็บมัมมี่ที่สมบูรณ์ที่สุด แม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายพันปีแล้วก็ตาม

ทว่า สิ่งที่น่าเสียดายที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ คือเหตุการณ์จลาจล ปี 2554 ที่ประชาชนขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค วัย 82 ปี ให้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้มีการเข้ามาทำลายข้าวของในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ บางชิ้นก็ซ่อมได้ แต่บางชิ้นกลับสูญหายไป ซึ่งประเมินมูลค่าไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2562 ทางการอียิปต์จะย้ายและเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ ไปอยู่ใกล้กับมหาพีระมิดแห่งกีซ่า ซึ่งเลื่อนกำหนดการเปิดมาจากปี 2561 ที่ผ่านมา

ความอิ่มเอมก็เกิดขึ้นเมื่อสายตาตัวเองได้มาเจอ “มหาพีระมิดแห่งกีซ่า” ที่เชื่อว่าก่อสร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์คูฟูราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณเมื่อ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพไว้รอการกลับคืนชีพตามความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น

ประกอบด้วย 3 พีระมิด คือ คูฟูที่ใหญ่และเก่าสุด คาเฟรพีระมิดที่อยู่ตรงกลาง และทำให้เข้าใจผิดว่ามีขนาดใหญ่สุดเพราะตั้งอยู่ที่สูง และเมนคูแรมีขนาดเล็กและอายุน้อยที่สุด พร้อมกับมหาสฟริงซ์ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านศิลปะที่ผสมผสานระหว่างมนุษย์กับสิงโต

ที่แห่งนี้ยังเป็นสถานการแสดงแสงสีเสียง Sound and Light ไม่ใช่ Light and Sound อย่างที่เราคุ้นเคย และยังมีให้ดูที่วิหารคาร์นัก เมืองลักซอร์ด้วยเช่นกัน แต่เพราะสถานที่และประวัติศาสตร์ที่มีทำให้มีชัยไปกว่าครึ่งกับวิธีการนำเสนอบอกเล่าประวัติความเป็นมา ใส่เสียงและสาดสีไปในสถานที่จริง

แต่ส่วนตัวมองว่า ขาดสีสันในวิธีการนำเสนอที่ดูเร้าใจและตื่นเต้นทำให้ระหว่างทางของการโชว์ จึงเห็นหลายคนมีอาการตาปิด หัวที่สวมหมวกฮูด บ้างก็คอพับสลับตั้งตรง พร้อมกับเอามือซุกอยู่ในเสื้อหนาว ซึ่งปกติฤดูกาลท่องเที่ยวของอียิปต์คือเดือน พ.ย.-มี.ค. ส่วนเดือนที่ร้อนมากสุดคือช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่อุณหภูมิจะมากกว่า 50 องศา

หากพูดถึงความหลงใหลดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้ ขอยกให้กับ “เมืองลักซอร์” เพราะหลงมนต์เสน่ห์ภาพพระอาทิตย์ตกริมขอบแม่น้ำไนล์ที่สวยงาม อีกทั้งมีการซ่อนความยิ่งใหญ่ในอดีตไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ “มหาวิหารคาร์นัก” ที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของอียิปต์ โดยสร้างขึ้นเพื่อถวายเทพเจ้าอามุน-รา (สุริยเทพ) และเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อของอียิปต์โบราณ ใช้เวลาการก่อสร้างจากรุ่นสู่รุ่นผ่านฟาโรห์ประมาณ 30 พระองค์

ต่อด้วย “วิหารลักซอร์” ตั้งอยู่ตอนใต้ของคาร์นัก ซึ่งในอดีตมาทางเชื่อมกันได้ เขาว่าวิหารแห่งนี้เป็นพระราชวังมากกว่าวิหาร เพราะรูปสลักสงครามการทำศึกและภาพที่โหดร้ายจนดูไม่น่าจะเป็นศาสนสถานได้ ซึ่งสมัยก่อนการทำสงครามเป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่ง

จุดเด่นของวิหารคือ เสาโอเบสิสก์ ที่ตั้งโดดเด่นเพียงลำพังอยู่ด้านหน้า ความหมายของเสานี้คือ ชีวิต ความสว่างและความรุ่งโรจน์ เหมือนบรรยากาศเป็นใจให้คณะเรา ที่ปกติเป็นวิหารเหมาะสำหรับชมตอนกลางคืน และคืนวันนั้นพระจันทร์ก็เต็มดวงเสียด้วย ทำให้เห็นองค์ประกอบความสวยงามที่ครบรสไม่น้อย

ความยิ่งใหญ่จากอดีตสู่ยุคปัจจุบันยังสร้างความประทับใจต่อเนื่อง จากจิตรกรรมและศิลปะที่อยู่ในภายในเทือกเขาทีบัน ดินแดนของฝั่งผู้ตาย ที่ดูด้านนอกเสมือนภูเขาที่แห้ง จาก “หุบผากษัตริย์” ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานเหล่าบรรพกษัตริย์ ราชวงศ์ และขุนนาง รวมถึง “หุบผาราชินี” ซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของบรรดาราชินีต่างๆ

ทว่าไฮไลต์ที่สุดคือจิตรกรรมภายใน “สุสานของพระนางเนเฟอตารี” ซึ่งเป็นมเหสีสุดที่รักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เพราะมีภาพประดับผนังที่สวยงามและสมบูรณ์เกือบทุกห้อง

เพดานสุสานประดับด้วยภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวห้าแฉก โดยฉากช่องบันไดจะเป็นภาพที่พระนางกำลังถวายเครื่องบรรณาการให้เทพเจ้าและวาดขึ้นเทียบเท่าพระองค์จริง ซึ่งผิดปกติวิสัยงานจิตรกรรมยุคเดียวกัน

และยังมีหลักฐานอีกว่าโลงศพเป็นหินแกรนิตสีชมพู แต่ที่หุบผาราชินียังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้จำนวนไม่มาก เนื่องจากจุดที่สร้างมีคุณภาพหินที่ไม่ดี

ขณะที่ราคาตั๋วสูงสุดคือ กว่า 2,000 บาทไทย และห้ามถ่ายรูป ซึ่งถ้ามีการฝ่าฝืนจะถูกยึดกล้องจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ความประหลาดใจ คือ พยายามหาเหตุผลว่า ทั้งหมดมันเกิดขึ้นภายใต้ภูเขาที่ลึกขนาดนี้ได้อย่างไร หากเทียบกับเวลานับหลายพันปีที่ผ่านมา การก่อสร้างที่ใช้สรรพกำลังคนหรือแรงงานมากมาย ตั้งแต่ขุดเจาะหินต่างๆ จนไปสู่การสกัดผนังสุสานให้ผิวเรียบ ก่อนที่จะให้ช่างจิตรกรเข้ามาวาดลวดลายที่หลากสีสัน เช่น สีแดงที่มาจากเลือด สีฟ้ามาจากครามและปะการัง สีเหลืองมาจากไข่แดงกับปะการังที่ผสมผสานกัน

การที่เจาะหินเข้าไปตอนลึกได้ เดิมที่เจอปัญหาเขม่าสีดำจากเทียน แต่เทคนิคที่ได้รับการเล่าขานมาคือ การใช้วัสดุตั้งไว้แล้วส่องให้แสงอาทิตย์สะท้อนเข้าไปบริเวณด้านในถ้ำ เป็นแสงสว่างที่ให้จิตรกรสามารถถ่ายทอดศิลปะออกมาได้สวยงามถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น การเชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำไนล์กับสุสานของฟาโรห์ทั้งหลาย เกิดจากความเชื่อที่ว่าทิศตะวันออกของแม่น้ำไนล์เป็นทิศของคนเป็น และทิศตะวันตกของแม่น้ำไนล์คือทิศของคนตาย โดยแรงงานที่ถูกเกณฑ์ให้ไปก่อสร้างสุสานดินแดนของคนตายแล้ว ตัวเขาและสมาชิกครอบครัวจะไม่ได้กลับมาทิศของคนเป็นอีกเลย

สำหรับการท่องเที่ยวอียิปต์มาง่ายมากเพราะมีสายการบินแห่งชาติ อียิปต์แอร์ไลน์ เพียงแห่งเดียว โดยหลังการก่อจลาจลหลายปีก่อน ตอนนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวกลับมาให้เห็นมากขึ้นจากเอเชีย ซึ่งทางไกด์แนะนำว่า อียิปต์คือประเทศมุสลิมที่มีความปลอดภัยทั้งแบบกรุ๊ปทัวร์และแบบแบ็กแพ็ก และเป็นมุสลิมที่แยกเรื่องการเมืองออกจากศาสนาชัดเจน

อีกทั้งตามสถานที่ท่องเที่ยวผู้คนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้และมีบุคลิกที่มีอัธยาศัยที่ดี มีลักษณะเฟรนด์ลี่ต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ เพียงแค่วางแผนดีๆ ด้านที่พักก็มีให้เลือกหลายระดับสามารถจองได้ตามเว็บออนไลน์บุ๊กกิ้งทั่วไป

ถ้าเทียบเคียงสิ่งที่คนไทยต้องการมาเที่ยวคือโบราณสถานต่างๆ หลังจากที่เคยมีประสบการณ์ร่วมทั้งจากการร่ำเรียนการอ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ ซึ่งความจริงแล้ว อียิปต์เป็นประเทศที่มีมากกว่าโบราณสถานคือ ที่พักตากอากาศซึ่งอยู่ในโซนตอนล่างสุดของทะเลแดง ที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปชอบหนีหนาวมาเที่ยว และนอกจากการท่องเที่ยวทางรถไปตามสถานที่สำคัญต่างๆ แล้ว ยังสามารถล่องเรือครูซตามแม่น้ำไนล์แล้วแวะพักสถานโบราณสถานสำคัญต่างๆ

เชื่อได้ว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตหากได้มาเที่ยวอียิปต์ จะต้องมนตร์ขลังของดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้

ข่าวอื่นๆ