ตามหาทองใน ‘วังวน’

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 10:55 น.

ตามหาทองใน ‘วังวน’

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

เพราะไม่ได้คาดหวังอะไร “ศรีสัชนาลัย” จึงมีสิ่งเหนือความคาดหมายตลอดทาง โดยเฉพาะบนเส้นทางท่องเที่ยว ท่าชัย-ศรีสัชนาลัย แหล่งร่อนทองสุโขทัยและแหล่งผลิตบายศรีบวงสรวงพระยาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งเคยทรงปกครองเมืองศรีสัชนาลัยมาก่อน

แต่เดิมศรีสัชนาลัยมีฐานะเป็นเทศบาลเมืองครอบคลุมพื้นที่ 2 ตำบล คือ ตำบลท่าชัย (ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยม) และตำบลศรีสัชนาลัย (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยม) ปัจจุบันแม้ถูกยกฐานะให้เป็นอำเภอแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกเหมารวมว่า ท่าชัย-ศรีสัชนาลัย และคนทั้งสองฝั่งแม่น้ำยังมีการร่วมมือกันจัดตั้ง “ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวท่าชัย-ศรีสัชนาลัย” โดยมีพี่เลี้ยงเรื่องการท่องเที่ยวจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ในการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน

จุดนัดพบอยู่ที่ “บ้านวังวน” ชาวบ้านเชื่อว่ามีถ้ำอยู่ใต้แม่น้ำยมทำให้เกิดน้ำวนจึงเรียกว่าบ้านวังวน โดยบ้านแรกที่จะเปิดประตูเข้าไปคือ บ้านบายศรีของ “ป้าหนูเล็ก” ผู้สืบทอดการทำบายศรีจากปู่ย่าตายายและตอนนี้เธอกำลังกลายเป็นผู้ถ่ายทอดให้ลูกหลานต่อไปเอง

ป้าหนูเล็กเล่าว่า เธอเรียนการทำบายศรีด้วยวิธีครูพักลักจำจากผู้เฒ่าผู้แก่ จากนั้นได้ทำเป็นอาชีพสร้างรายได้ ขายบายศรี (ขนาดเล็ก) คู่ละ 200 บาท ปัจจุบันเธอกลายเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ยังสามารถทำบายศรีได้ และเป็นผู้เดียวที่ทำบายศรี 9 ชั้น สำหรับบูชาอนุสาวรีย์พระยาลิไทเป็นประจำทุกปี

“บายศรี 9 ชั้นใช้ในงานบวงสรวงตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป และพระเจ้าแผ่นดิน ประกอบด้วยบายศรี ดอกไม้ ธูป เทียน ซึ่งเป็นบายศรีแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานาน พอถึงยุคของป้า ป้าได้ดัดแปลงวิธีการพับและปรับขนาดจาก 9 ชั้นให้เหลือ 7 ชั้น และ 5 ชั้นสำหรับใช้ในงานบวชพระ” ป้าหนูเล็กเล่าให้ฟังขณะสาธิตการพับบายศรี

“ตอนนี้ดีใจมากที่เห็นลูกหลานในชุมชนมาขอเรียนทำบายศรีกับป้า เพราะอยากให้บายศรีเป็นสิ่งที่อยู่ในบ้านเราต่อไป”

นอกจากวิชาการงานพื้นฐานอาชีพที่ป้าเปิดคอร์สสอนใต้ถุนบ้านแล้ว บ้านป้าหนูเล็กยังเปิดเป็นโฮมสเตย์ให้มาพักค้างแรมและมาลองกินอาหารแบบสุโขทัยแท้ๆ จากฝีมือปลายจวักของชาวบ้าน

จากนั้นบ้านต่อไปคงต้องลองแง้มประตูดูก่อนว่ามีลูกค้าอยู่หรือไม่ เพราะบ้านฟั่นเทียนของ “ป้าสมบูรณ์” เปิดเป็นซาลอน สถานที่เสริมสวยของคนในพื้นที่ แต่ถ้าป้ามีเวลาว่างเมื่อไรก็จะเห็นต้องง่วนกับการนั่งฟั่นเทียนขายในชุมชน

ย้อนกลับไปในอดีต บ้านเรือนยังไม่มีไฟฟ้าจึงต้องก่อไฟให้แสงสว่างด้วยวิถีธรรมชาติ ก่อเกิดเป็นภูมิปัญญาการฟั่นเทียนเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต โดยเทียนของป้าสมบูรณ์ยังคงผลิตแบบโบราณ คือยังใช้เครื่องชั่งน้ำหนักเทียนแบบโบราณ ยังใช้เตาถ่านลนไฟแบบโบราณ ยังใช้วิธีฟั่นเทียนแบบโบราณ และยังใช้เทียนขี้ผึ้งแบบโบราณ ทำให้ของโบราณกลายเป็นของราคาแพงกว่าเทียนในท้องตลาดโดยที่คนยินยอมจ่ายเพราะกรรมวิธีแบบโบราณนี่เอง

เทียนขี้ผึ้งทำมาจากการเคี่ยวรังผึ้งให้ไขลอย แล้วช้อนไขมาทำเป็นเทียน โดยส่วนใหญ่นิยมใช้ในพิธีทำน้ำมนต์เพราะน้ำตาเทียนจะเป็นดอกสวยงาม และใช้เฉพาะงานมงคล การฟังเทศน์ และการบวงสรวงเท่านั้น

ข้างๆ เตียงสระผม ป้าสมบูรณ์กำลังนั่งพับเพียบฟั่นเทียนด้วยความชำนาญ พร้อมบอกเล่าวิธีการว่าต้องเริ่มจากการนำก้อนเทียนขี้ผึ้งมาลนไฟให้อ่อน โดยใช้เตาถ่านแบบ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นที่ก่อไฟ ส่วนชั้นล่างนำเทียนก้อนไปวางไว้เพื่อรับไอร้อนจากเตาด้านบน เมื่อเทียนอ่อนตัวจะนำเทียนไปชั่งบนกระเต็ง (ใครก็ห้ามจับกระเต็งของป้า เพราะไม่มีที่ไหนรับซ่อมหรือทำใหม่แล้ว)

จากนั้นนำไส้เทียนวางเป็นแนวนอน หยิบเทียนที่ลนไฟจนอ่อนแล้วมาแปะลงที่ไส้เทียน ค่อยๆ คลึงให้เนื้อเทียนโอบไส้เทียนไว้จนได้ระดับความยาวที่ต้องการ ใช้มือเกลี่ยเนื้อเทียนให้เสมอกันตลอดเล่ม จากนั้นตัดไส้เทียนออกถือเป็นการเสร็จสิ้นการฟั่นเทียน

ดูป้าสมบูรณ์ทำเทียนแต่ละเล่มได้รวดเร็วและง่ายดาย ผิดกับตอนที่ขอลองทำบ้างมันช่างตรงกันข้ามเพราะทั้งยากเย็น ทั้งบิดเบี้ยว ทั้งไม่เรียวงามเหมือนตัวอย่าง จนป้าสมบูรณ์ทนไม่ได้ ต้องวางมือทาบแล้วพามือข้างล้างให้เคลื่อนที่ตาม ตอนนั้นเองที่เพิ่งรู้สึกว่ามือที่สัมผัสกับเทียนขี้ผึ้งแท้ๆ มานานหลายสิบปีนั้นช่างนุ่มเนียนเหมือนมือเด็กเสียจริง

ขณะกำลังพร่ำสอนศิษย์ไร้ฝีมืออยู่นั้น ป้าสมบูรณ์ก็เล่าต่อว่า ตอนนี้รังผึ้งแถวบ้านไม่มีให้เก็บมาทำเทียนแล้ว ต้องสั่งซื้อมาจากต่างจังหวัดราคากิโลกรัมละกว่า 300 บาท ถ้าไม่มีความชำนาญในการทำก็จะสิ้นเปลืองมาก ซึ่งวิชาการฟั่นเทียนนี้ป้ารักมาก เวลาว่างไม่มีอะไรทำก็มานั่งฟั่นเทียนอยู่เรื่อย เพราะขายได้ตลอดไม่ขาด และมีความสุขและดีใจที่มีคนมาขอเรียน ทั้งยังมีเด็กรุ่นใหม่ที่มีฝีมือการฟั่นเทียนแล้ว

บ้านต่อไปที่เปิดประตูรอไว้อยู่แล้วคือ บ้านเครื่องไทยของ “พี่วุฒิชัย แสนแสง” โดยอย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ หลายคนเรียกที่นี่ว่าบ้านเครื่องทรง แต่พี่วุฒิชัยยืนยันเสียงแข็งว่าสิ่งที่เขาทำอยู่แท้จริงต้องเรียกว่า เครื่องไทยหรือเครื่องประดับ ที่ทำเลียนแบบเครื่องประดับเงินและทองของชุดแต่งกายในการแสดงระบำและนาฏศิลป์ เช่น ระบำเทวีศรีสัชนาลัย

“ผมเคยทำทองลายโบราณจึงมีความรู้และฝีมือเรื่องศิลปะ จากนั้นได้ออกมาทำงานเครื่องประดับตรงนี้เอง เพราะต้องการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำแต่ยังคงสวยงาม ลวดลายถูกต้อง และคงทนแข็งแรง”

เขาได้คิดค้นวัสดุทำเครื่องประดับ โดยใช้ส่วนผสมของแป้งมัน กระดาษฟาง กาวลาเท็กซ์ นำไปเคี่ยวให้สุก และผสมกับปูนซีเมนต์เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งหลังจากสร้างธุรกิจของครอบครัวได้แล้ว พี่วุฒิชัยยังได้ส่งเสริมให้ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านช่วยทำส่วนประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อย สร้างรายได้ และเป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะให้ผู้สูงอายุ

ส่วนบ้านหลังสุดท้ายที่จะไปเยือนเป็นบ้านหลังใหญ่ มีประตูให้เลือกมากกว่า 20 บาน เพราะที่นี่คือ บ้านทองโบราณ ย้อนกลับไปในอดีต ย่านท่าชัย-ศรีสัชนาลัยเคยเป็นแหล่งร่อนทองที่สำคัญ

“เมื่อก่อนไม่มีเขื่อน หน้าแล้งน้ำยมจะแห้ง ชาวบ้านจะมาร่อนทองกัน เก็บได้เป็นขดๆ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว คนก็ย้ายไปร่อนหาทองที่ใต้เขื่อนแทน” ป้าหนูเล็กกล่าวพลางชี้ไปที่ท่าน้ำหลังบ้าน

นอกจากจะมีทองตามธรรมชาติ ชาวท่าชัย-ศรีสัชนาลัย ยังเรียนรู้กรรมวิธีทำทองจากช่างชาวจีนที่ล่องเรือมาตั้งถิ่นฐาน คนแรกที่เรียนคือ พ่อเชื้อ วงศ์ใหญ่ บิดาของเจ้าของร้านทองสมสมัย ซึ่งเมื่อสามารถทำทองเองได้แล้วก็ได้เผยแพร่ความรู้ต่อไปยังลูกหลานในชุมชน ทำให้ปัจจุบันชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัยมีร้านทองถึง 22 แห่ง เช่น ร้านขวัญเงิน ร้านทองบ้านเจ้าจอม ร้านทองสมศักดิ์ ร้านทองอรพิน ร้านต่อเงินต่อทอง ร้านเงินช่างวิเชียร ร้านเงินสมคิด ซึ่งแน่นอนว่าร้านที่ใหญ่ที่สุดคือร้านแห่งตำนานอย่าง ร้านทองสมสมัย

ราว 10 กว่าปีที่แล้ว ลูกสาวของพ่อเชื้อได้คิดค้นลวดลายเฉพาะตัว โดยได้ถอดรูปแบบมาจากเส้นถักสำริดโบราณ เธอค่อยๆ ศึกษาและทดลองถักเส้นทอง แกะลายทีละปล้องทีละข้อ โดยลองขมวดเส้นทองแล้วเริ่มถักขึ้นมาเป็นเส้นสร้อย จนในที่สุดก็ได้เส้นทองลวดลายโบราณที่มีเอกลักษณ์ขึ้นมา

จากนั้นสมสมัยได้พัฒนารูปแบบขึ้นอีกเรื่อยๆ ทั้งการเดินลายงานฉลุ การถม และลงยา การลงยาคือ การแต้มสีหรือน้ำยาลงในร่องลายของเครื่องประดับที่เป็นโลหะแทนการฝังอัญมณี เดิมทีใช้เฉพาะสีแดงและเขียว ต่อมามีเพิ่มสีน้ำเงิน สีฟ้า และสีเขียวอมฟ้าหรือที่เรียกว่าสีราชาวดี นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบให้มีลวดลายหลากหลาย เช่น ลายหัวใจ ลายดอกพิกุล ลายไข่ปลา ลายหยดน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตทองโบราณในปัจจุบันยังคงผลิตด้วยมือ ไม่ใช้เครื่องจักรใดๆ แต่ใช้อุปกรณ์ที่ช่วยในการทำ เช่น เครื่องชั่งทอง เครื่องพ่นไฟ เครื่องตีทอง เครื่องรีดทอง เครื่องแกะทอง เครื่องตัดทอง ซึ่งทั้งหมดเป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเอง โดยนักท่องเที่ยวที่ไปเคาะประตูร้านทองสมสมัยจะได้เห็นกรรมวิธีการทำทองโบราณแบบใกล้ชิดซึ่งแทบไม่ผิดเพี้ยนไปจากยุคแรก

นอกจากนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมร้านทองสุโขทัยถึงขายแพงกว่าร้านทองเยาวราช นั่นเป็นเพราะเนื้อทองของสุโขทัยเป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ 99.99% และความที่มีเนื้อทองมากจึงทำให้สีของทองสุโขทัยมีสีเหลืองจำปา ต่างจากทองรูปพรรณตามท้องตลาดที่มีเนื้อทอง 96.50% เป็นสีเหลืองดอกบวบ รวมถึงยังมีคุณค่าที่ลวดลายละเอียดประณีตเหล่านั้นด้วย

ก่อนจะหันหลังให้ประตูทุกบ้าน ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย ยังเหลือประตูบานสุดท้ายที่ไม่มีที่ใดเหมือน และบายศรีจากบ้านป้าหนูเล็กก็จะถูกนำมาไว้ที่สถานที่แห่งนี้ ณ วัดเชิงคีรี ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในสุโขทัย ที่ตั้งของรอยพระพุทธบาทพุทธศิลป์สวยงาม และบันไดนาคที่นำไปสู่จุดชมวิวในมุมที่สวยที่สุด ซึ่งหลังจากถวายบายศรีบูชาพระพุทธเสร็จสิ้น ก็น่าจะทำให้เส้นทางท่องเที่ยวท่าชัย-ศรีสัชนาลัย ปิดประตูได้อย่างสมบูรณ์

กลายเป็นว่า จุดสุดท้ายคือจุดบรรจบของจุดเริ่มต้น ดังชื่อ “วังวน” ชุมชนที่มีเรื่องราวให้ค้นหาโดยแทบไม่รู้ตัวเลยว่า แต่ละจุดได้เชื่อมโยงถึงกันเป็นวงกลม เกี่ยวโยงจากประตูหนึ่งถึงอีกประตู จากคนหนึ่งถึงอีกหลายคน และจากตะวันตกถึงตะวันออกของแม่น้ำยม เป็นเสน่ห์ที่ไม่มีจุดจบของชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย 

ข่าวอื่นๆ