ไม่หลงรักซาปาก็บ้าแล้ว
ภาพทุ่งนาขั้นบันไดเหลืองอร่ามด้วยรวงข้าวสุก ตัดกับสีสันสดใสของเครื่องแต่งกายชนเผ่า ถนนลูกรังลัดเลาะผ่านหุบเหว
ภาพทุ่งนาขั้นบันไดเหลืองอร่ามด้วยรวงข้าวสุก ตัดกับสีสันสดใสของเครื่องแต่งกายชนเผ่า ถนนลูกรังลัดเลาะผ่านหุบเหว รอยยิ้มอันไร้เดียงสาของเด็กน้อยโบกมือทักทาย บุคลิกซื่อๆ และมิตรไมตรีของผู้คนบนที่ราบสูง คือสิ่งที่ทำให้เมือง “ซาปา” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเงียบสงบ โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายหมอก สร้างความประทับตราตรึงใจให้กับผู้มาเยือน จนถูกกล่าวขานและบอกต่อในหมู่นักเดินทางผู้รักการผจญภัย หมายมั่นว่าสักวันหนึ่งจะต้องมาเยือนสรวงสวรรค์ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามให้ได้
บรรยากาศเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อหลายสิบปี ทุกวันนี้ซาปาก็ไม่อาจต้านกระแสของโลกยุคใหม่ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนชนเผ่าใจกลางหุบเขาแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้การมาเที่ยวที่นี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันมีการสร้างถนนโทลล์เวย์จากกรุงฮานอยเพื่อเชื่อมต่อภูมิภาคตอนเหนือ สามารถลดจำนวนทางโค้งและเจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาย่นระยะทางได้อีกเยอะเมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม ทำให้การเดินทางจากกรุงฮานอยสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
โบสถ์นอทเทอร์ดัมใจกลางเมืองซาปาเป็นทั้งสัญลักษณ์ เป็นจุดนัดหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาเสน่ห์ของซาปา เพราะเป็นสถาปัตยกรรมทรงยุโรปโดดเห็นแต่ไกล ใครมาแล้วก็ต้องมาเก็บภาพเป็นที่ระลึก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของการมองหาปลายทางแทร็กกิ้งเดินเท้าชมวิถีชีวิตชนเผ่าและธรรมชาติ เพราะจุดนี้จะมีชนเผ่าต่างๆ มายืนรอนักท่องเที่ยวเพื่อเสนอขายโปรแกรมแทร็กกิ้งนั่นเอง
ที่น่าแปลกใจคือพวกเขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและแตกฉาน ไม่มีครูคนไหนมาสอน แต่ฝึกฝนด้วยการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะๆ คนที่นี่บอกกับเราว่าได้กลายเป็นสิ่งที่ปลูกฝังในหลายๆ ครอบครัวชนเผ่าที่นี่ เพราะถ้าพูดภาษาอังกฤษได้จะเป็นหนึ่งในวิธีการหารายได้ให้ครอบครัวอย่างดี แต่รัฐบาลก็ไม่สนับสนุนวิธีนี้ เพราะไม่การันตีเรื่องคุณภาพของการให้บริการ แนะนำให้ติดต่อผ่านทางบริษัททัวร์จะมีความน่าเชื่อถือกว่า
หมู่บ้านลาวไช (Lao Chai) และหมู่บ้านตาหว่าน (Ta Van) เป็นหนึ่งหมู่บ้านที่เหมาะกับการแทร็กกิ้งชมวิถีชีวิตผู้คนและชนเผ่า ห่างจากตัวเมืองซาปาเพียงแค่ 6 กิโลเมตร และสองหมู่บ้านนี้ก็อยู่ติดกัน หมู่บ้านลาวไชผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง (Hmong) ส่วนหมู่บ้านตาหว่านผู้คนส่วนใหญ่ชาวเส่ย (Giay) ซึ่งทั้งสองหมู่บ้านได้ทำความตกลงร่วมกันว่าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวนำรถยนต์เข้าไปในหมู่บ้าน ถ้าอยากจะเข้าไปก็ต้องเดินเท่านั้น จะจ้างผู้นำทางที่เป็นคนในหมู่บ้านก็ได้ หรือจะเดินเที่ยวด้วยตัวเองก็ได้ไม่มีการบังคับ
เส้นทางเดินก็สะดวกสบายและไม่ยากจนเกินไป บางส่วนต้องเดินผ่านนาขั้นบันได บางส่วนก็ราดด้วยซีเมนต์ มีร้านค้าเล็กๆ และร้านกาแฟให้นั่งพักตลอดสองข้างทาง เดินสวนทางกับชาวบ้านก็ส่งยิ้มให้กันตลอดทาง บางคนก็ทักทายว่า “Hello” หรือพยายามสื่อสารภาษาอังกฤษกับเรา ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง ก็สนุกสนานเฮฮากันไป
บางจุดก็จะเจอแม่ค้าเร่ขายของที่ระลึกบ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากและไม่เดินตาม ตื๊อจนทำให้เกิดความรำคาญ โดยภาพรวมถือว่าเป็นหมู่บ้านที่น่ามาเดินเล่นเดินชม ช่วงเวลาที่สวยและควรมาเยือนมากที่สุดประมาณเดือน ต.ค.เป็นต้นไป เป็นช่วงเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศกำลังเย็นสบาย และเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว จึงเป็นช่วงที่มองเห็นนาขั้นบันไดเป็นสีเหลืองอร่ามไปทั้งหุบเขา
ด้วยระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร อากาศที่นี่จึงเย็นสบายและยังมีธรรมชาติบริสุทธิ์ จนสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาแซลมอนคุณภาพดีที่สุดในเวียดนามได้ ดังนั้น รอบๆ ทะเลสาบใจกลางเมืองมีร้านชาบูหม้อไฟแซลมอนมากมาย อากาศหนาวๆ ซดน้ำซุปแซลมอนร้อนๆ ช่วยสร้างความอบอุ่นได้อย่างดี แต่เมนูที่ไม่ควรพลาดเลยคือซาซิมิเนื้อแซลมอนดิบ ห่อด้วยแผ่นแป้งและผักเครื่องเคียงในแบบแหนมเนือง จิ้มด้วยซอสโชยุผสมวาซาบิในแบบญี่ปุ่น หรือจะเป็นซีอิ๊วผสมพริกในแบบเวียดนามก็อร่อยจนต้องยกให้เป็นเมนูเด็ดที่มาซาปาแล้วไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึง
ซาปาเคยเป็นจุดหมายของนักปีนเขาทั่วโลกที่ต้องการมาพิชิตยอดเขาฟานซิปัง บนจุดสูงที่สุดในอินโดจีนที่ระดับความสูง 3,143 เมตร จากระดับน้ำทะเล ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ในการพิชิต แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เทคโนโลยีกระเช้าไฟฟ้าทำให้เราสามารถขึ้นมาพิชิตยอดเขานี้ได้ในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง บนระยะทาง 6.2 กิโลเมตร เป็นกระเช้าไฟฟ้าที่มีระยะทางยาวที่สุดในโลก รับรองโดยกินเนสเวิลด์เรคคอร์ด
ใครที่เป็นโรคหัวใจ ความดัน หรือโรคประจำตัวอื่นๆ ก็ควรพิจารณาก่อนขึ้นมาที่นี่ ส่วนคนปกติอย่าลืมหยิบเสื้อกันหนาวมาด้วย เพราะอุณหภูมิบนนี้อาจลดลงเหลือเลขตัวเดียวมิหนำซ้ำลมยังพัดแรงอีกด้วย แต่เชื่อเถอะว่าวิวข้างบนนี้มันช่างสวยงามอลังการ ทั้งสูงที่สุดและสวยที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียนเลยก็ว่าได้ แต่อากาศบนยอดเขาก็แปรปรวนตลอดเวลา มีเวลาให้เราดื่มด่ำความงามได้ไม่นานเมฆหมอกก็เข้าปกคลุมยอดเขา จนไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้ นี่ถือเป็นเรื่องปกติของยอดเขาสูง ไม่สามารถคาดเดา ถ้าได้มีโอกาสขึ้นมาแล้วก็ควรพกโชคพกดวงมาด้วย
ต้องขอขอบคุณแนวคิดของรัฐบาลเวียดนามที่เล็งเห็นว่ายอดเขาฟานซีปังเป็นสมบัติล้ำค่าที่ทุกๆ คนสามารถขึ้นมาชื่นชมได้ จึงเป็นตัวจุดประกายให้มีการสร้างกระเช้าไฟฟ้านั่นเอง แต่ทุกวันนี้ก็ยังคงมีคนเดินเท้าปีนเขาขึ้นมาพิชิตยอดเขาฟานซีปัง ถ้าทำได้กลับลงไปจะได้รับเหรียญและประกาศนียบัตรเป็นที่ระลึกจากทางอุทยานแห่งชาติฟานซีปัง
แม้หลายสิ่งหลายอย่างในซาปาจะถูกแทนที่ด้วยการพัฒนารูปแบบใหม่ จนทำให้เสน่ห์เดิมๆ ลดน้อยลงไป แต่ความงดงามของทัศนียภาพ อากาศที่เย็นสบาย สูดหายใจลึกๆ ครั้งใดก็เหมือนเติมความสดชื่นให้ร่างกาย และวิถีชีวิตชนเผ่าที่อาจจะไม่เหมือนเก่าดั้งเดิม แต่เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความใสซื่อบริสุทธิ์ ทำให้การเดินทางมาซาปาในครั้งนี้ แม้จะไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของปี แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึงช่วงเวลาของการใช้ชีวิตที่นั่น ความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่าที่เรียกว่า “หลงรัก” เข้าแล้ว และอย่าลืมติดตามชมภาพสวยๆ ของบรรยากาศเมืองซาปาได้ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์ ทางช่องไทยรัฐทีวี 32 ตั้งแต่เวลา 08.00-08.30 น.


