posttoday

สวรส. ดัน ‘จีโนมิกส์ เฟส 2’ เข้า ครม. สร้างฐานข้อมูลพันธุกรรม 5 กลุ่มโรค

26 เมษายน 2569

ไทยเดินหน้าต่อสู่ ‘การแพทย์แม่นยำ’ สวรส. เตรียมชง ‘จีโนมิกส์ เฟส 2’ เข้า ครม. ด้าน สธ. ลุยยกระดับ รพ.ศูนย์ทั่วประเทศรองรับ

ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของการนำพาระบบการดูแลรักษาของประเทศก้าวไปสู่ยุคของความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงด้วยการใช้ข้อมูลสารพันธุกรรม (DNA) หรือที่เรียกว่า การแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics Medicine) ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถพยากรณ์การเกิดโรคต่างๆ ของผู้ป่วย เพื่อนำไปสู่การป้องกันก่อนเกิดโรคได้ และวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด

สำหรับการขับเคลื่อนการแพทย์จีโนมิกส์ของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้ดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย พ.ศ. 2563-2567 (Genomics Thailand) ที่มีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อน โดยเป็นการสนับสนุนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลพันธุกรรมของคนไทย 5 หมื่นรายใน 5 กลุ่มโรค ได้แก่ กลุ่มโรคมะเร็ง กลุ่มโรควินิจฉัยหายาก กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลุ่มโรคติดเชื้อ และกลุ่มผู้ป่วยแพ้ยารุนแรง

รวมถึงผลักดันจนเกิดเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ   บัตรทอง ที่คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น ตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาการยีนเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม (BRCA1/BRCA2)

 

เฟส 2 ขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ เพิ่มการตรวจ-บริการ

 

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เปิดเผยถึงความก้าวหน้าล่าสุดว่า ในปี 2569 นี้ สวรส. กำลังเตรียมที่จะเสนอแผนจีโนมิกส์ประเทศไทย ระยะที่ 2 พ.ศ. 2569-2572 ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ โดยภายใต้แผนระยะที่ 2 นี้จะขยายการจัดทำข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยเพิ่มเติมอีก 2 แสนราย นอกจากนี้จะมีการขับเคลื่อนใน 5 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย

 

1.การเพิ่มเทคโนโลยีการตรวจสารพันธุกรรม ได้แก่ เทคโนโลยีการถอดรหัสสารพันธุกรรมสายยาว (Long-read Sequencing) และเทคโนโลยีการวิเคราะห์มัลติโอมิกส์ (Multi-Omics) เพื่อให้ได้องค์ความรู้เพิ่มเติมที่จะช่วยไขความลับของกลไกการเกิดโรคต่างๆ เพื่อให้วินิจฉัย รักษา และป้องกันโรคแก่ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

2. การส่งเสริมให้เกิดบริการทางการแพทย์แม่นยำจากองค์ความรู้ด้านจีโนมิกส์ที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อช่วยลดอัตราการป่วย และเสียชีวิตในโรคที่เป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยขณะนี้มีบริการจำนวนหนึ่งที่กำลังอยู่ระหว่างผลักดันเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง เช่น การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งลำไส้ ฯลฯ

 

3. ส่งเสริมอุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์จีโนมิกส์ เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการแพทย์ ซึ่งตรงนี้จะช่วยหนุนเสริมเม็ดเงินให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย

4. การผลักดันให้เกิดแนวทางหรือกฎหมายด้านจริยธรรม และความรับผิดชอบทางสังคม (Ethical, Legal, and Social Implications: ELSI) เหมือนกับในสหรัฐอเมริกาที่มีการออกกฎหมาย Genetic Information Non Discrimination Act (GINA) เพื่อการกำกับควบคุมการนำข้อมูลรหัสสารพันธุกรรมไปใช้ และป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดจนเกิดผลกระทบเชิงลบต่อสังคม

5. การพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์จีโนมิกส์ให้พร้อมรองรับการให้บริการได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น เช่น ผู้ให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรหัสสารพันธุกรรม นักวิเคราะห์ข้อมูลรหัสสารพันธุกรรม ฯลฯ

 

 

“สวรส. คาดหวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับการเห็นชอบจาก ครม. และสามารถเดินหน้าแผนจีโนมิกส์ฯ ระยะที่ 2 ได้ ภายใน 1 ต.ค. 2569 ซึ่งจะเป็นปีงบประมาณ 2570 พอดี โดยในระยะที่ 2 คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมดประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งผลลัพธ์จากแผนจีโนมิกส์ฯ ระยะที่ 2 ที่มุ่งเป้าเพื่อแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ จะทำให้เม็ดเงินในงบประมาณของโครงการที่ลงทุนไป คุ้มค่าอย่างแน่นอน อีกทั้งราคาของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็ลดลงอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่สมเหตุผล” ผู้อำนวยการ สวรส. ระบุ

 

 

สธ.ชี้มีรพ.ศูนย์ 35 แห่งทั่วประเทศให้บริการได้แล้วครบวงจร

 

ส่วนการขับเคลื่อนในระบบสาธารณสุขระดับประเทศ เพื่อรองรับการแพทย์จีโนมิกส์ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังเดินหน้ายกระดับโรงพยาบาลศูนย์ที่มีศักยภาพจำนวน 35 แห่งทั่วประเทศให้สามารถให้บริการด้านการแพทย์จีโนมิกส์ได้อย่างครบวงจร

รวมถึงเป็นศูนย์กลางการให้บริการฯ ภายในเขตสุขภาพ ผ่านการบูรณาการทรัพยากรในรูปแบบเครือข่าย ภายใต้นโยบาย One Region One Province One Hospital หรือ 1 เขตสุขภาพ 1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการการแพทย์จีโนมิกส์ได้ครอบคลุมมากขึ้น

ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลหลายแห่งที่ยกระดับจนสามารถให้บริการด้านการแพทย์จีโนมิกส์ได้แล้ว เช่น รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี รพ.มหาราชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เป็นต้น

 

รองปลัด สธ. กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าจะทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จภายใน 4 ปี ซึ่งจะสอดรับกับการสนับสนุนแผนจีโนมิกส์ฯ ระยะที่ 2 พอดี โดยการยกระดับจะมีทั้งในด้านอาคารสถานที่ เครื่องถอดรหัสสารพันธุกรรมที่ตอนนี้มีโรงพยาบาลศูนย์จำนวน 10 แห่งที่มีการสั่งซื้อมาแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนากำลังคน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล ให้มีความพร้อมในการให้บริการด้านการแพทย์จีโนมิกส์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับ สวรส. สถาบันการศึกษา และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อดำเนินการในส่วนนี้ และคาดว่าจะสามารถพัฒนาให้มีบุคลากรสาธารณสุขในด้านนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

“โรงพยาบาลศูนย์ราว 35 แห่งนี้ ถ้ายกระดับสำเร็จน่าจะเพียงพอต่อการให้บริการที่ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพทั่วประเทศ เนื่องจากเราจะเน้นการทำงานแบบเครือข่าย และจะมีการส่งต่อกันอย่างเป็นระบบ อีกทั้งในพื้นที่ส่วนกลางก็จะมีหน่วยที่ให้บริการด้านนี้อยู่แล้ว ทั้งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์การให้บริการของโรงเรียนแพทย์ที่เป็นเครือข่ายกัน” นพ.โสภณ กล่าวเสริม

 

ข่าวล่าสุด

จี้รัฐรื้อโครงสร้าง "พลังงาน" พร้อมเตือนประชาชนเตรียมเจอ "ค่าไฟแพง"