จี้รัฐรื้อโครงสร้าง "พลังงาน" พร้อมเตือนประชาชนเตรียมเจอ "ค่าไฟแพง"
"ดร.ศุภวรรณ" เตือนประชาชนเตรียมเจอ "ค่าไฟแพง" พร้อมจี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงานเน้นพลังงานสะอาด และหวั่นอีก 4 ปีข้างหน้าจะต้องนำเข้า LNG มาขึ้นเกือบ 2 เท่า!
ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende เปิดเผยบนเวที Policy Dialogue เรื่อง “นโยบายความมั่นคงด้านพลังงาน-อาหาร-สุขภาพ: โอกาสและทางรอดของไทยในวิกฤติโลก” เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมาว่า
นอกจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันแล้ว การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) ด้วย ซึ่งประเทศไทยพึ่งพา LNG ในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 60-70% โดยในอดีตราว 40-50 ปีที่แล้ว ประเทศไทยใช้ LNG ที่ผลิตและหาได้เองในอ่าวไทย แต่แนวโน้มก๊าซในอ่าวไทยก็ลดลงเรื่อยๆ สะท้อนจากตัวเลขเมื่อ 10 ปีก่อนที่ไทยนำเข้า LNG ไม่ถึง 5% แต่ปัจจุบันนำเข้ามากกว่า 30% ดังนั้นเมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบกับราคา LNG ย่อมกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย
“เมื่อปลายปีที่แล้ว ทุกหน่วยงานคาดการณ์ว่าดัชนีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจะไม่เกิน 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู แต่ในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้ขึ้นไปแล้วเกิน 20 ซึ่งกระทบเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว นี่คือภาพสะท้อนความไม่แน่นอน ความผันผวน” ดร.ศุภวรรณ กล่าว
โดยเน้นย้ำว่า แม้ปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าทันทีทันใด แต่ในอนาคตจะเห็นแน่นอน และเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและ LNG ถึง 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อวิกฤตการณ์ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซสูงขึ้นย่อมจะกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และจะส่งผ่านไปยังประชาชนผ่านค่าครองชีพ ราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ดร.ศุภวรรณ ชี้ว่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งปัจจุบันภาคไฟฟ้ามีทางเลือกมากกว่าภาคขนส่งที่ต้องใช้น้ำมันเป็นหลัก ฉะนั้นในอนาคตหากต้องการลดการพึ่งพา LNG เราคงต้องสนับสนุนให้เกิดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานในประเทศเอง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล ฯลฯ
ซึ่งวิกฤตการณ์ในอดีตทำให้เราเปลี่ยนผ่านการใช้น้ำมันมาเป็น LNG ในการผลิตไฟฟ้าแทน วิกฤตการณ์ในปัจจุบันก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยอีกครั้ง จากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมาเป็นการพึ่งพาพลังงานประเภทอื่นๆ ที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศแทน และโจทย์ของประเทศไทยคือ เราจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานที่หลากหลายประเภทได้อย่างไร
สัญญาณเตือนสำคัญอีก 4 ปีข้างหน้าต้องพิจารณาให้ดี
ทั้งนี้ ดร.ศุภวรรณ ยังได้กล่าวถึงแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่อาจจะส่งผลต่อการนำเข้า LNG ที่มากขึ้นกว่าเดิมว่า
“ขณะนี้ภาครัฐกำลังจะพิจารณาปรับปรุงแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) อยู่ เราอาจต้องพิจารณาแล้วว่าในบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การวางแผนที่จะมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในอนาคตอาจเป็นภาระต้นทุนของภาคไฟฟ้าของไทยเราได้
เพราะปัจจุบันไทยจะนำเข้า LNG 30% แต่หากดูจากแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) พบว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือในปี 2030 เราอาจต้องนำเข้ามากกว่า 50-60% จากสัญญาผูกมัดว่าเราจะต้องผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ด้วยสัญญาการจัดหาเชื้อเพลิงที่เราทำไว้ล่วงหน้า 20-25 ปี
ฉะนั้นเราอาจต้องพิจารณาเพิ่มมากขึ้นหากจะมีการระบุลงไปใน PDP ว่าจะต้องมีการซื้อไฟฟ้าจากการผลิตประเภทไหน” ดร.ศุภวรรณ กล่าว


