'วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล' วอริกซ์ฝันไกลสู่เวทีโลก

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 14:33 น.

'วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล' วอริกซ์ฝันไกลสู่เวทีโลก

เรื่อง : ชมณัฐ

ทัพนักเตะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย แม้จะต้องยุติเส้นทางเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 แต่ก็นับเป็นความภาคภูมิใจของแฟนบอลทั้งประเทศ เพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี ที่ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์รายการนี้ ซึ่งนอกจากฟอร์มการเล่นที่ได้รับเสียงชื่นชมแล้ว “ยูนิฟอร์ม” หรือชุดแข่งขันที่แข้งไทยสวมใส่อวดโฉมภายใต้แบรนด์สัญชาติไทยแท้ 100% อย่าง “วอริกซ์” ยังถูกกล่าวถึงไม่แพ้กันว่ามีความสวยงามไม่น้อยหน้าเหล่าบรรดาบิ๊กทีมในทวีป

วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต ผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาสัญชาติไทยแบรนด์ “วอริกซ์” (Warrix) สร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มงบ 400 ล้านบาท (100 ล้านบาท/ปี) ประมูลคว้าลิขสิทธิ์ผลิตเสื้อแข่งขันทีมชาติไทยและสินค้าที่ระลึกให้แก่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 4 ปี (1 ม.ค. 2560-31 ธ.ค. 2563) ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในวงการลูกหนังไทย แม้ขณะนั้นจะเป็นเพียงแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 3 ปี ทว่าวันนี้เจ้าตัวได้พิสูจน์แล้วว่าทั้งความสวยงามและคุณภาพของชุดแข่งขันที่มอบให้กับทีมชาติไทยนั้นอยู่ระดับเดียวกับแบรนด์ระดับโลกเลยทีเดียว

จากทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ยอดขาย 60 กว่าล้านบาท ในปีแรกที่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ผลิตเสื้อกีฬา นักธุรกิจหนุ่มวัย 45 ปี กล้าฝันและกล้าที่จะคว้าโอกาส เสี่ยงทุ่มเงินก้อนโตจนชนะการประมูลเหนือแบรนด์ชั้นนำของไทยและต่างชาติคว้าลิขสิทธิ์ผลิตชุดแข่งขันทีมชาติไทยมาครอบครอง จนยกระดับแบรนด์ของตัวเองก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์สปอร์ตแวร์ระดับแถวหน้าของไทยมียอดขาย 600 ล้านบาท ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะทะลุ 800 ล้านบาท พร้อมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปีนี้

“ผมคิดมาตลอดตั้งแต่สร้างแบรนด์วอริกซ์ว่าต้องการที่จะสนับสนุนทีมชาติไทย แต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ตอนร่วมประมูลแบรนด์มีอายุแค่ 3 ปี ยอดขายในตอนนั้น 180 กว่าล้านบาท ส่วนแบรนด์รุ่นพี่มีประสบการณ์มาหลายสิบปียอดขาย 2,000-3,000 ล้านบาท แต่คิดว่าโอกาสแบบนี้มาแล้วอาจจะไม่มาอีก ด้วยความมีสายเลือดนักสู้ นักคว้าโอกาส จึงไม่ปล่อยให้ผ่านไป และเมื่อมีการประมูลที่โปร่งใส ไม่มีคอร์รัปชั่น ไม่มีการยัดเงินใต้โต๊ะ เราจึงกล้าที่จะทุ่มเต็มที่ ใช้เงินสูงที่สุดที่เราสามารถทำได้ เพราะเงินทั้งหมดจะเข้าไปพัฒนาวงการฟุตบอลจริงๆ แม้หลายเสียงจะบอกว่าสติดีหรือเปล่า ทุ่มเงินขนาดนี้เจ๊งแน่ แต่เราคิดมาตลอดเงิน 100 ล้านบาท/ปี ไม่ใช่สิ่งที่เพ้อฝัน ทุกอย่างมาจากการทำการบ้านทำการตลาด ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงถือว่าสอบผ่านและคุ้มค่าเพราะปีแรกที่เราสนับสนุนทีมชาติไทยเรามียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 560 ล้านบาท ในอนาคตถ้าเข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จเราก็กล้าที่จะฝันไกลถึงยอดขายระดับหมื่นล้านบาท” วิศัลย์ กล่าว

ท่ามกลางแบรนด์รุ่นพี่ที่ครอบครองตลาดมายาวนาน การตลาดที่ฉีกแนวส่งผลให้ “วอริกซ์” กลายเป็นที่รู้จักและเข้าถึงคนไทยมากขึ้น เช่น ขายสินค้าผ่านเซเว่นอีเลฟเว่นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือการขายเสื้อทีมชาติไทยผ่านคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงช็อปจำหน่ายทั้งในและนอกห้างสรรพสินค้ารวมแล้วกว่า 1.2 หมื่นจุด ตลอดจนช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ ไลน์แอด ลาซาด้า Shopee ฯลฯ ซึ่งยอดขายออนไลน์นั้นเติบโตขึ้น 3 เท่าทุกปี

นอกจากนี้ ยังได้ขยายไลน์สินค้าอื่นๆ เช่น ชุดสูท เสื้อแจ็กเกต เสื้อวอร์ม รองเท้าวิ่ง ตลอดจนสตรีทแวร์แฟชั่นที่ดีไซน์ทันสมัยถูกใจวัยรุ่น พร้อมขยายฐานลูกค้าด้วยการสนับสนุนทีมฟุตบอลสโมสรในไทยลีก ทีมชาติเมียนมา ทีมสโมสรฟุตบอลระดับอาเซียน และทีมสโมสรฟุตซอลประเทศญี่ปุ่น ทำให้ “เสื้อทีมชาติไทย” เป็นเพียงยอดขาย 1 ใน 3 ของแบรนด์เท่านั้น และไม่มีผลกระทบแม้ผลงานของช้างศึกจะตกลง แต่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหากผลงานในสนามยอดเยี่ยมถูกใจแฟนบอล

“ผมเปลี่ยนเกมสู้ ถ้าสู้ในสนามเดิมคงแพ้ตั้งแต่วันแรก เพราะมันเสียเปรียบทุกประตู เราจึงต้องทำทุกวิถีทางที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ทั้งการสร้างตลาดใหม่หรือครีเอทดีมานด์ที่เราสร้างหรือเจาะเข้าไปเอง ตลอดจนโปรดักต์ใหม่ที่เราสร้างขึ้นมา เพื่อให้เกิดความต้องการในตลาด เราพยายามทำสินค้าที่เหมาะสมกับราคาที่จับต้องได้ ใช้วัตถุดิบและดีไซน์ที่ต่างออกไป เราใช้มันเอง พัฒนามันเอง สวมใส่มันเอง จนทำให้วอริกซ์มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ทุกคนสามารถใส่แบรนด์ไทยได้โดยไม่ต้องอายใคร”

วิศัลย์ เชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้วอริกซ์ก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะคุณภาพวัตถุดิบที่แบรนด์เลือกใช้และขายในราคาที่คนไทยจับต้องได้ โดยวัตถุดิบหรือเนื้อผ้าอยู่ในเกรดดีเทียบเท่าแบรนด์ระดับโลกที่ขายตัวละ 2,000-3,000 บาท

“เสื้อแข่งทีมชาติไทยปีนี้ถือเป็นเสื้อที่ดีที่สุดที่ผมเคยผลิตมาตลอด 10 กว่าปีที่ทำอาชีพผลิตเสื้อผ้ากีฬา ก่อนมาทำวอริกซ์ ผมเคยเป็นเซลส์ขายผ้ายืดส่งออกให้กับแบรนด์ดังๆ มาก่อน จึงมีความชำนาญเรื่องเสื้อผ้ากีฬาและรู้ดีว่าวัตถุดิบที่เป็นผ้าหรือการตัดเย็บของแบรนด์ระดับโลกส่วนใหญ่ก็มาจากประเทศไทยทั้งนั้น เราจึงเลือกนำวัตถุดิบที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้ วัตถุดิบหลายอย่างที่เราใช้ถือว่านำหน้าแบรนด์เบอร์ 1 ของโลกด้วยซ้ำ อย่างวัตถุดิบที่ใช้ทำโลโก้ในเสื้อทีมชาติไทยปีนี้คือสิ่งที่ลีกในยุโรปจะใช้ในปีหน้า” วิศัลย์ กล่าว

 

 

สำหรับยูนิฟอร์มของทัพ “ช้างศึก” ในศึกเอเชียนคัพครั้งนี้ “วอริกซ์” การันตีว่าใช้เทคโนโลยีการผลิตล่าสุดที่ทันสมัยที่สุดในโลก ใช้เทคโนโลยี COMBATEC 7 (คอมแบตเทกเซเว่น) นวัตกรรมเส้นใยที่พัฒนาเป็นพิเศษ มีคุณสมบัติ บางเบาเย็นสบาย ซับเหงื่อได้ดี ถ่ายเทความร้อนช่วยรักษาสมดุลของอุณหภูมิร่างกาย ป้องกันรังสียูวี ฯลฯ อีกทั้งยังช่วยให้การเคลื่อนไหวของนักกีฬาเป็นไปอย่างปราดเปรียว อิสระ คล่องตัว

“เสื้อแข่งขันได้ถูกออกแบบมาให้มีหน้าที่ของตัวเอง นักกีฬาใส่แล้วต้องไม่เป็นภาระกับเขา ถ้าเขาใส่ในเมืองร้อนเสื้อตัวนั้นต้องไม่ทำให้เขาร้อนขึ้นและกลับกันต้องทำให้เขาเย็นขึ้น ถ้าต้องใส่ในภาวะที่มีเหงื่อเยอะเสื้อตัวนั้นต้องทำหน้าที่รีดเหงื่อ” บิ๊กบอสวอริกซ์ เผย

นอกจากคุณภาพแล้วความสวยงามของชุดแข่งขันก็ถูกดีไซน์ออกมาอย่างเป็นเอกลักษณ์ พร้อมแฝงนัยสำคัญไว้มากมาย เพื่อสื่อสารวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลกผ่านเสื้อ 1 ตัว ไม่ว่าจะเป็นสีของชุดแข่งทั้งน้ำเงินและแดงที่เข้มขึ้น ยึดเฉดเดียวกับค่าสีธงไตรรงค์ใหม่ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตลอดจนลายผ้าที่แบ่งสัดส่วนตามแถบธงชาติไทย และเฟล็กซ์หมายเลขนักเตะด้านหลังเสื้อที่แฝงลวดลายเส้นชีพจรของนักรบ ซึ่งจะมองเห็นได้เมื่อสะท้อนกับแสงแบล็กไลต์

ขณะที่เสื้อเกรดแฟนบอล หรือ Replica Jersey ก็ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับกองเชียร์ ใช้ดีไซน์เดียวและใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเสื้อแข่งที่นักเตะสวมใส่ลงสนาม ซึ่งแม้จะมีการลดทอนคุณสมบัติบางส่วนลงไปบ้าง แต่ก็ได้เพิ่มคุณสมบัติความคงทนที่สามารถทำให้แฟนบอลสามารถสวมใส่ได้ยาวนานขึ้น ภายใต้ราคาที่ถูกลงถึงครึ่งหนึ่ง

ความฝันในการสนับสนุนทีมชาติไทยของวิศัลย์ได้ประสบความสำเร็จแล้ว และแบรนด์ก็กำลังเติบโตเคียงคู่กับผลงานของทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าตัวยังคงไม่หยุดความกล้าที่จะคว้าโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นที่จะเข้ามาในอนาคต

“ผมมีความภูมิใจอย่างมากที่ได้เข้ามาสนับสนุนทีมชาติไทย วันนี้เราสามารถทำหน้าที่ในระดับประเทศและในระดับภูมิภาคได้ดี เราก็ขยายต่อไปในระดับเอเชียจนถึงระดับโลก มีคนเคยบอกว่ามูลค่าสัญญาของทีมชาติอาร์เจนตินามีมูลค่ามากกว่าสัญญาของทีมชาติไทยประมาณ 3 เท่า ถ้าเป็นความจริง มันก็ไม่ไกลเกินเอื้อมที่เราจะจ่าย 300 ล้านบาท/ปีแล้วได้ ลิโอเนล เมสซี มาใส่เสื้อของเรา” วิศัลย์ ทิ้งท้าย

 

 

อย่าปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต ผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาสัญชาติไทยแบรนด์ “วอริกซ์” ชีวิตในวัยเด็กไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ธุรกิจค้าขายไม้แปรรูปของครอบครัวต้องประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ แม้จะไม่ถึงขั้นล้มละลายแต่ก็ต้องปิดตัวลงทั้งหมด ในฐานะพี่ชายคนโตของน้องสาวอีก 2 คน จึงต้องเริ่มหารายได้พิเศษ เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนและแบ่งเบาภาระครอบครัว

ด้วยความที่เป็นคนเรียนเก่งถึงขั้นเป็นที่ 1 ของรุ่น และสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ได้คะแนนสูงของประเทศไทย อีกทั้งยังมีความประพฤติดีจนคว้ารางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2533 ทำให้นอกจากจะรับสอนพิเศษแล้วเจ้าตัวยังสามารถคว้าทุนเรียนฟรีได้อย่างต่อเนื่องทั้งระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน พร้อมส่งตัวเองเรียนจนจบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เริ่มงานแรกในตำแหน่งนักการตลาดให้กับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ก่อนย้ายไปทำงานที่บริษัท นันยางการทออุตสาหกรรม ในตำแหน่งเซลส์ มีหน้าที่ประสานงานขายผ้ายืดส่งออกให้กับแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ทำให้เจ้าตัวคลุกคลีอยู่กับผ้าและสิ่งทอ จนมองเห็นโอกาสและช่องว่างทางการตลาดที่เยอะมาก เพราะแบรนด์ดังๆ มีมูลค่าทางการตลาดที่สูงและขายราคาแพง ทั้งที่วัตถุดิบต่างๆ มีการผลิตในประเทศและราคาถูก

ในวัย 28 ปี จึงตัดสินใจออกมาเปิดบริษัททอผ้าของตัวเองภายใต้ชื่อบริษัท คัฟเวอร์แนนท์ เพื่อรับออร์เดอร์ผ้าเกรดพรีเมียมคุณภาพสูงแต่จำนวนไม่มาก อาทิ ชุดนักเรียนส่งโรงเรียนนานาชาติและชุดยูนิฟอร์มออฟฟิศต่างๆ จนเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวขยายธุรกิจได้ดีต่อเนื่อง สวนทางกับคำสบประมาทที่มองว่าธุรกิจสิ่งทอคือธุรกิจที่มีแต่จะประสบความสำเร็จลดน้อยลง

ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ที่ได้เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมเส้นใย ทำให้สามารถตอบโจทย์ฟังก์ชั่นการใช้งานของลูกค้าได้ทุกแบบ สามารถจัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพในราคาต่ำที่กว่าแบรนด์เนมสิบเท่า กระทั่งอายุ 39 ปี มีโอกาสได้ลงทุนด้านเสื้อผ้ากีฬา จึงตัดสินใจเปิดบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต ผลิตเสื้อและอุปกรณ์กีฬาภายใต้แบรนด์ “วอริกซ์” โดยเริ่มสนับสนุนสโมสรฟุตบอล 2 ทีมแรก คือ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี และเชียงใหม่ เอฟซี

กระทั่งปี 2559 หลังสร้างแบรนด์มาได้ 3 ปีกว่า ตัดสินใจโดดเข้าประมูลลิขสิทธิ์ผลิตชุดแข่งขันทีมฟุตบอลทีมชาติไทยของทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย โดยมอบเงินสนับสนุนปีละ 100 ล้านบาท ในสัญญา 4 ปี (รวม 400 ล้านบาท) ชนะทั้งแบรนด์ดังอย่างแกรนด์สปอร์ตและไนกี้ โดยได้รับสิทธิเป็นผู้ผลิตชุดแข่ง ชุดซ้อม ชุดลําลอง ชุดเดินทาง ของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกชุด

ปัจจุบันยังคงเป็นผู้สนับสนุนชุดแข่งทีมชาติไทย รวมถึงทีมระดับสโมสรในประเทศไทยทุกลีกมากกว่า 10 ทีม อาทิ สุพรรณบุรี เอฟซี ชัยนาท ฮอร์นบิล พีที ประจวบ เอฟซี พีทีที ระยอง ยโสธร เอฟซี ฯลฯ พร้อมขยายฐานในอาเซียนเป็นสปอนเซอร์ผลิตชุดแข่งขันให้ทีมชาติเมียนมา สโมสรเคดาห์ ในลีกมาเลเซีย และสโมสรลาว โตโยต้า ทีมแชมป์ของประเทศลาว ตลอดจนสนับสนุนทีมฟุตซอล บาร์ดรอล อุรายาสึ ในลีกสูงสุดประเทศญี่ปุ่น

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ