วอนทหารไทยอย่าผลักดันชาวกระเหรี่ยงหนีภัยสู้รบกลับเมียนมา

วันที่ 29 มี.ค. 2564 เวลา 20:03 น.
วอนทหารไทยอย่าผลักดันชาวกระเหรี่ยงหนีภัยสู้รบกลับเมียนมา
แม่ฮ่องสอน-เผยชาวกระเหรี่ยงหนีตายจากการสู้รบอพยพข้ามแม่น้ำสาละวินมายังฝั่งไทยต่อเนื่อง หลังทหารพม่าส่งเครื่องบินรถถล่มทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู วอนทหารไทยอย่าผลักดันกลับหวั่นอันตราย

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม แหล่งข่าวด้านความมั่นคงชายแดนไทย-พม่าในจ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนริมแม่น้ำสาละวินยังคงตึงเครียดและมีชาวบ้านจากฝั่งรัฐกะเหรี่ยงอพยพข้ามแม่น้ำสาละวินมายังฝั่งไทยต่อเนื่อง ภายหลังจากเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาทหารพม่าได้ใช้เครื่องบินรบถล่มฐานที่มั่นเดปูโหน่ ของทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู (สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) อย่างหนัก ซึ่งในวันนี้แม้ยังไม่มีการปะทะรุนแรง แต่ได้มีเครื่องบินรบของทหารพม่า 7 ลำบินมาในบริเวณใกล้ฐานทหารกะเหรี่ยง

ข่าวแจ้งว่า ชาวบ้านจากค่ายผู้ลี้ภัยอิตุท่า อยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ยังคงทยายอพยพข้ามลำน้ำสาละวินเนื่องจากหวั่นเกรงในเรื่องความปลอดภัย โดยทั้งหมดได้มาอยู่ปากห้วยแม่สะเกิบ พื้นที่ ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวบ้านอีกหลายแห่งที่อยู่ฝั่งรัฐกะเหรี่ยงที่ต้องการข้ามฟากมาหลบภัยในฝั่งไทยแต่ทหารไทยไม่ยินยอมให้ข้าม เช่น ชาวบ้านแม่เขาะเก ซึ่งอยู่ห่างจากแม่สามแลบประมาณ 6 กิโลเมตร

ล่าสุดในตอนเย็นวันเดียวกันนี้ ชาวบ้านจากค่ายอิตุท่า ที่หนีภัยการสู้รบได้เดินทางกลับไปยังค่ายอิตุท่าแล้ว เนื่องจากทหารไทยได้ประสานไปยังหัวหน้าค่ายผู้ลี้ภัย เพื่อขอให้นำชาวบ้านกลับไปยังฝั่งพม่า โดยทหารไทยได้นำรั้วลวดหนามล้อมรอบบริเวณที่ชาวบ้านอิตุท่าเข้ามาพักพิง โดยเปิดไว้เฉพาะเส้นทางเดินกลับขึ้นเรือ โดยชาวบ้านต่างยังรู้สึกหวาดกลัว เพราะในวันเดียวกันนี้ยังมีเครื่องบินรบทหารพม่าบินวนเวียนอยู่จำนวนอย่างน้อย 8 ลำ อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่หลบหนีภัยการสู้รบมาฝั่งไทยในอีกหลายจุด ยังคงหลบพักพิงอยู่ฝั่งไทย แต่ถูกกดดันอย่างหนักให้กลับภายในคืนนี้ ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวหลายสำนักทั้งของไทยและต่างประเทศได้เดินทางไปลงพื้นที่และพยายามเดินทางเข้าไปยังจุดที่ชาวบ้านอพยพข้ามมาพักพิงบนฝั่งไทย แต่ไม่สามารถไปได้เนื่องจากในแม่น้ำสาละวินห้ามแล่นเรือ ขณะที่เส้นทางรถยนต์ถูกสกัดกั้นจากทหารพรานไม่ให้เข้าไป

หญิงชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งหลบหนีการสู้รบจากค่ายอิตุท่า กล่าวว่า สิ่งเร่งด่วนที่ต้องการจากรัฐบาลไทย คือการให้การคุ้มครองความปลอดภัย เพราะทหารพม่ายังมีปฎิบัติบุกถล่มทหารเคเอ็นยู โดยก่อนหน้านี้ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 และไม่มีการขนส่งใดๆ ในแม่น้ำสาละวิน ทำให้ประชาชนในค่ายอิตุท่า ต้องอยู่กันอย่างอดๆอยากๆ และไม่มีอาหารอยู่แล้ว เมื่อเกิดการสู้รบและจำเป็นต้องอพยพข้ามฟากก็เลยไม่มีอาหาร รวมถึงน้ำดื่มก็ไม่มี เพราะทหารไทยให้ชาวบ้านเข้าไปหลบอยู่อยู่ในลำห้วยและไม่ให้ออกไปที่แม่น้ำสาละวิน นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว สิ่งที่เราอยากได้รับความช่วยเหลือมากๆ คือเรื่องอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงยาเพราะมีผู้ป่วยอพยพข้ามมาด้วย ตอนนี้พวกเราหวาดกลัวมาก เพราะทหารพม่าใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดเป็นความรุนแรงที่สุดในชีวิตเท่าที่เราเคยเจอ

ด้าน น.ส.พรสุข เกิดสว่าง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน เปิดเผยว่า ตามหลักสากลที่เราเรียกว่ากฎจารีตประเพณีระหว่างประเทศจะต้องไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยไปสู่อันตราย หากทำเช่นนั้นจะละเมิดประเพณี ถ้าสถานการณ์กลับคืนสู่ความสงบเขาก็อยากกลับไปอยู่ที่เดิมอยู่แล้ว และไม่อยากอยู่ในสภาพนี้  หากกองทัพพม่าหยุดปฎิบัติการ ชาวบ้านก็พร้อมกลับไป ซึ่งไทยควรเจรจากับพม่าเพื่อให้ยุติปฎิบัติการมากกว่าการผลักดันให้ชาวบ้านกลับไป  และถ้าพวกเขายังกลับไม่ได้ก็ไม่ควรไปไล่ ระยะต่อไปทหารก็ควรปล่อยให้เป็นงานของกระทรวงมหาดไทย สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประสานกับเอ็นจีโอในพื้นที่

“ที่ผ่านมารัฐไทยมักอ้างว่าไม่อยากเข้าไปยุ่งกับการเมืองของพม่า แต่เรื่องนี้ส่งผลกระทบตามแนวชายแดน เราเป็นคนที่รองรับผู้ลี้ภัย เราจึงมีสิทธิเจรจากับเขาหรือไม่ ในเมื่อไปร่วมงานวันกองทัพพม่าได้ การปฎิบัติการทางอากาศของทหารพม่าที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย เราก็ควรบอกเขาได้ว่า มันส่งผลกระทบต่อเรา ขณะเดียวกันประชาชนคนไทยซึ่งเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง และเป็นเหมือนญาติพี่น้องกับคนเหล่านี้มาช้านาน ก็ควรมีสิทธิเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ผู้ที่หนีภัยการสู้รบครั้งนี้ ไม่ใช่ถูกกีดกันและบอกว่าห้ามยุ่ง” น.ส.พรสุข กล่าว