"แก้ปัญหาชายแดนใต้ต้องจริงใจ"เปิดวิสัยทัศน์ผบ.ฉก.ปัตตานีคนใหม่

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 10:59 น.
"แก้ปัญหาชายแดนใต้ต้องจริงใจ"เปิดวิสัยทัศน์ผบ.ฉก.ปัตตานีคนใหม่
"พูดจริง ทำจริง อะไรได้คือได้ อะไรไม่ได้คือไม่ได้ อยากให้คุยกันจะเข้าใจแล้วเราจะอยู่ร่วมกันได้ดี" เปิดใจ "พลตรีคมกฤช"ผบ.ฉก.ปัตตานี ทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้มารวม30ปี

ทีมข่าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มีติดตามการสับเปลี่ยน เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสะท้อนความรู้สึก แนวคิด และแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ งานด้านความมั่นคงที่กำลังสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่การพูดคุยการสร้างพื้นที่ให้เอื้อต่อการพูดคุยสันติสุขและสันติภาค งานด้านการพัฒนายกระดับวิถี่ชีวิตของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในยุคของกระแสการผดักดันสร้างนิคมอุตสาหกรรมด้านพลังงานขนาดใหญ่ในพื้นที่

ทีมข่าวได้มีโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์ พลตรี คมกฤช รัตนฉายา ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีคนใหม่และผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้

พลตรีคมกฤช เป็นบุตรชายคนที่่ 2 ของพลเอก กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่่ 4 ผู้มีบทบาทแก้ไขปัญหาความไม่สงบในยุคที่กองกำลังปลดปล่อยปัตตานีหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนรุ่งโรจณ์

พลตรี คมกฤช สำเร็จการศึกษาระดัับ มัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสุุรศักดิ์มนตรี กทม. เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนนายร้อยพระจุุลจอมเกล้าฯรุ่นที่ 26 และนักเรียนนายร้อย พระจุุลจอมเกล้า รุ่นที่่ 37 บรรจุุเข้ารับราชการ เรียนหลักสูตร ชั้้นนายร้อย เหล่าทหารราบ รุ่นที่ 88 หลักสูตรชั้้นนายพัน เหล่าทหารราบ รุ่นที่่ 64และหลักสููตรประจำ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่่ 78 ปี 2532 หลักสูตรส่งทางอากาศ รุ่นที่่ 186 โรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงคราม พิเศษ 2533 หลักสููตรการรบแบบจู่โจม รุ่นที่181 โรงเรียนศููนย์การทหารราบ 2561 หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับ ผู้บริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้ รุ่นที่่ 14 หลักสูตรวุฒิบัตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รุ่นที่่ 5 สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ปฏิบัติหน้าที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ จังหวัดสงขลา จนถึงปัจจุบัน 30 ปี

พลตรีคมกฤช เคยปฏิบัติงานภาคสนามที่่สำคัญ 2538 รองผู้บังคับกองร้อยทหารราบ ที่่ 4015 อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส 2539 นายทหารติดต่อ หน่วยเฉพาะกิจผสม ไทย – มาเลเซีย กองพลน้อยที่่ 2 รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย 2547 ผู้บังคับกองพันทหารราบที่่ 501 - 2548 (หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี22 ) 2551 ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหาร ปี 2555 พรานที่่ 41 อ.รามัน จ.ยะลา 2559 เป็น ผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนใต้ ถึงปัจจุบัน

ล่าสุด พลตรีคมกฤช ได้รับความกรุณาโปรดเกล้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 46 และ ผบ.ฉกปัตตานีด้วย

พลตรี คมกฤช กล่าวว่า จริงๆแล้วไม่ได้รู้อะไรมากในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แต่เท่าที่เห็น ในภาพรวมจริงๆแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่แก้ไม่ยาก เราต้องใช้ความรัก ความเข้าใจ และความจริงใจ ถ้าเข้าใจรักกันทุกสิ่งทุกอย่างก็จะมีการประนีประนอม ต้องมีความจริงใจด้วยความจริงใจที่ ทุกฝ่ายชอบพูดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็จะพูดว่าให้แก้ไขด้วยความจริงใจ เจ้าหน้าที่ก็บอกต้องแก้ไขด้วยความจริงใจ เรื่องจริงไม่ทราบว่าคนพูดคำว่า จริงใจ เข้าใจดีแค่ไหน กับคำว่า จริงใจจริง ๆ

ผมนิยาม คำว่าจริงใจ หมายถึง คนเรารู้จักกันอะไรต่าง ๆเล็ก ๆน้อย ๆบางทีบางอย่างต้องพูดด้วยความจริงความจริงคืออันไหนไม่ใช่ก็คือไม่ใช่อันไหนใช่ก็ต้องพูดว่าใช่ แต่ต้องไม่ใช้ความรู้สึกตัวเองเป็นที่ตั้ง พอไม่ตรงตามที่ตัวเองคิดก็จะบอกว่าไม่จริงใจ ซึ่งถ้าเรื่องไกนที่จะต้องยอมรับผิด ก็ต้องยอมรับผิด ถ้า เจ้าหน้าที่ทำผิด ก็ต้องยอมรับผิด ฝ่ายผู้ขัดแย้งเหมือนกัน ถ้าเกิดตรงไหนที่ไปล่ำเส้นประชาชนก็ต้องยอมรับผิด มันจะแก้ไขยากถ้าพูดไม่ตรงกับใจ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือทางฝ่ายไหนก็แล้วแต่แต่ถ้าพูดไม่ตรงกับใจมันก็จะซ่อนปัญหาลึกอยู่ข้างในไปเรื่อย ๆ การแก้ปัญหาก็จะไม่ถูกจุด ไปเรื่อย ๆก็จะเก็บความไม่สบายใจตลอดเวลา

มองปัญหาชายแดนใต้เป็นอย่างไร

ปัญหาภาคใต้มันซับซ้อนแน่อยู่แล้วมันก็มีองค์ประกอบหลายอย่างเช่น สภาพแวดล้อมความเชื่อความเป็นอยู่วัฒนธรรมมันจะต้องแยกให้ออก พระในพื้นที่ ให้พรเป็นภาษายาวี และ กลุ่มขบวนการ บางคน เขาเคยเรียนอยู่ห้องเดียวกันกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจริง ๆแล้วที่นี่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เด็ก ๆเรียนชั้นประถม ที่โรงเรียนบุญมีวิทยา ที่โคกโพธิ์ เพราะพ่อเป็นผู้บังคับกองร้อยอยู่ที่ค่ายอิงคยุทธมาตลอดและเติบโตอยู่ที่นี่เป็นเด็กที่นี่มาตลอดเพื่อนอยู่ที่นี่หลายคน แต่พอโตมาก็ไปเรียนต่อตามวิถีทางและกลับมาทำงานที่นี่ คนโชคดีตรงที่ว่าผู้ใหญ่หลายๆท่านเคยทำงานร่วมกับคุณพ่อสมัยพ่อเป็นผู้บังคับหน่วยตอนนั้นอาจยังเด็กอยู่จนถึงปัจจุบันหลายๆท่านก็ยังอยู่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์นิเดย์ วาบา คุณพ่อผมท่านพูดอยู่เสมอว่าคนที่จะแก้ปัญหาได้ก็คือมุสลิมด้วยกันสมัยก่อนท่านเคยมีโครงการมุสลิมแก้ปัญหา ถ้าเกิดคนที่ไม่ใช่มุสลิมไปแก้แค่เปิดทีวีเขาก็ปิดหนีแล้ว

ท่านเคยบอกว่า ผู้อาวุโสหลายท่าน ในพื้นที่จะ สามารถแก้ปัญหาได้ดี มีหลายท่าน ทั้งอาจารย์มูฮัมหมัดวันนอร์ มะทา ผมก็รู้จักท่านอันนี้ต้องขออนุญาตเอ๋ยชื่อนิดนึงเพราะเป็นข้อมูลที่ชัดเจนเป็นข้อเท็จจริงและท่านก็แนะนำว่าจริง ๆแล้วเราก็ คุยกับคนเหล่านี้ เพราะท่านจะช่วยได้หลายอย่าง

ที่ผ่านมาบทบาทของผม จะหนักไปทางปฏิบัติการเชิงรุกต่อผู้ก่อความไม่สงบ ผมไม่เคยโกรธเขาเลย ให้โอกาสมาตลอดผมถือว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน ถ้าเราไม่คิดว่าเขาเป็นคนไทยการปฏิบัติก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คนต่างชาติจะไม่ได้รับการปฏิบัติแบบนี้ ที่เราพบ หลายคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีอุดมการณ์บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ตรงเท่านั้นเอง มันไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน

หลังจากนี้ที่จะต้องมารับหน้าที่ เป็น ผบ.ฉก.ปัตตานี จะต้องทำงานมวลชนเยอะขึ้น ผมอยากจะพบพูดคุย กับท่านอาวุโสทั้งหลายๆท่านและผู้นำศาสนา ทั้งหมด ท่านสส. สว. ทั้งหมดผมก็อยากคุยด้วย ท่านอาวุโสทั้งหมด คือ บุคคลสำคัญที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่นี้ได้ เพราะท่านพูดได้แล้วรู้จักจริง ถ้าเราพูดความจริงอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้อันนี้ไม่ได้อันนั้นได้ มันก็จะง่ายไม่มีปัญหา วัฒนธรรมตามประสาคนไทยเขาบอกว่าการเข้าบ้านต้องถอดรองเท้าก็ต้องถอด มันเป็นความรู้สึก ถามว่าถ้าถอดรองเท้า ๆ จะขาด มันก็ไม่ใช่อีก มันก็ไม่มีปัญหา

ไม่มีหรอกในโลก สู้กันจนหยดสุดท้าย เคยเห็นไหมรบกันจนคนสุดท้าย รบมาทั้งประเทศ เหลือแค่ 5 คนสุดท้ายมันไม่มี เขาจะทะเลาะกันแรก ขัดแย้งด้วยแล้วก็คุยกันแล้วก็มาเจอกันตรงไหนได้ไม่ได้ และสุดท้ายถ้าเกิดไม่จบตรงนี้มันก็จะมีแต่เรื่องเสียเสียหายทั้งสองฝ่าย

ทิศทางและแนวทางของปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ปัจจุบัน

เท่าที่เจอ คนที่เข้าใจผิดพูดปั๊บเข้าใจรู้เรื่องก็มีและเยอะด้วยกลุ่มนี้ แต่คนที่พูดไม่รู้เรื่อง เชิญมาแล้ว ร้อยครั้ง พูดมาแล้วเป็นร้อย ให้้โอกาสมาแล้ว ก็ยังไม่รู้เรือง กลุ่มนี้มีไม่มากเหตุความไม่สงบลดลงเยอะในปัจจุบัน ส่วนหนึ่ง เพราะ กลุ่มขบวนการได้เปลี่ยนวิธีต่อสู้ มาเล่นการเมือง เป็น ส.ส. เป็นนู่นเป็นนี่ ก็เป็นสิทธิ์ของเขาไม่ได้ว่าอะไร รัฐเองก็ต้องการให้เป็นแบบนี้มาพูดคุยกัน แต่ถ้าคิดจะสู้ไปเรื่อย ๆแบบนี้ไม่มีทางชนะรัฐ เพราะ รัฐเปลี่ยนใหม่มาเรื่อย เขาเปลี่ยนไม่ไหวหรอกแต่ รัฐเปลี่ยนได้เป็นร้อยปี เช่น ที่นี่ไม่มีผม ก็ยังมีอีก 60 ล้านคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อ รัฐเป็นระบบใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเรื่อย ๆ ต่อสู้เขาก็เสียไปเรื่อย ๆ ญาติพี่น้องลูกหลานไม่พอใจอีก ไม่มีประโยชน์อะไร จึงอยากให้คุยกันแล้วจะเข้าใจ แล้วก็เราจะอยู่ร่วมกันได้ดี