พ่อเมืองสุราษฎร์สั่งปิดศูนย์การค้าห้างตลาดนัดเริ่ม 1-15 เม.ย.สกัดโควิด

วันที่ 30 มี.ค. 2563 เวลา 21:09 น.
พ่อเมืองสุราษฎร์สั่งปิดศูนย์การค้าห้างตลาดนัดเริ่ม 1-15 เม.ย.สกัดโควิด
สุราษฎร์ธานี- ผู้ว่าฯงัดมาตรการเข้มคุมโควิด สั่งปิดศูนย์การค้า ห้าง ตลาดนัด 1-15 เม.ย. ร้านสะดวกซื้อปิดเที่ยงคืนถึงตี 5 พร้อมให้มีการคัดกรองอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าร้าน มีเจลแอลกอฮอลล์ล้างมือบริการ

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 2057/2563 ให้ปิดสถานที่บางประเภทในพื้นที่เป็นการชั่วคราว (เพิ่มเติม) ตั้งแต่วันที่ 1 -15 เมษายน 2563

ทั้งนี้ ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าทุกประภท ยกเว้นแผนกซุปเปอร์มาเก็ต ร้านขายยา หรือสินค้าเบ็ดเตล็ด ศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ ธนาคาร ร้านอาหารให้เปิดเฉพาะจำหน่ายเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น นอกจากนี้ให้ปิดตลาด ตลาดนัด และตลาดเปิดท้าย ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ เพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น อาหารสัตว์ ร้านขายยา ร้านดอกไม้สด เวชภัณฑ์และสินค้าเบ็ดเตล็ดเพื่อความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต

รวมทั้งร้านอาหารหรือเครื่องดื่มทุกประเภท ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น และร้านอาหารหรือเครื่องดื่มในโรงแรมที่ให้บริการเฉพาะผู้ที่พักอาศัยในโรงแรม ยกเว้นร้านอาหารหรือเครื่องดื่มในสนามบินและโรงพยาบาล โดยต้องจัดสถานที่ให้เป็นไปตามแนวทางการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโดยเคร่งครัด

สำหรับ ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าเบ็ดเตล็ด ปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 24.00 น ถึง 05.00 น.ต้องจัดให้มีการคัดกรองอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าร้าน มีเจลแอลกอฮอลล์ล้างมือ การกำหนดจุดยืนการรอคิวชำระเงินห่างอย่างน้อยคนละ 1 เมตร มีการทำความสะอาดอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมกิจกรรม ลูกจ้าง ผู้ใช้บริการ ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า และให้ควบคุมจำนวนผู้เข้าใช้บริการมิให้แออัด หรือลดเวลาทำกิจกรรมให้สั้นลงโดยหลีกเลี่ยงการติดต่อสัมผัสกัน

หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้เป็นความผิดตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ