จับสาววัย15รับจ้างขนยาบ้า อ้างสามีทิ้งต้องหาเงินเลี้ยงลูกเล็ก

วันที่ 16 ธ.ค. 2562 เวลา 16:29 น.
จับสาววัย15รับจ้างขนยาบ้า อ้างสามีทิ้งต้องหาเงินเลี้ยงลูกเล็ก
ตำรวจ สภ.ประโคนชัยจับเยาวชนวัย 15 รับจ้างขนยาบ้าเกือบหมื่นเม็ดจากชาวกัมพูชา อ้างสามีทิ้งต้องหาเงินเลี้ยงดูวัย 4 เดือน เผยได้ค่าจ้างครั้งละ 3-5หมื่นบาท

พ.ต.อ.เจตน์สฤษฎิ์ แพ่งศรีสาร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ พร้อม พ.ต.ท.นิวัฒน์ อาทวัง รองผู้กำกับการ สภ.ประโคนชัย เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และฝ่ายปกครองอำเภอประโคนชัย แถลงจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ

พ.ต.อ.เจตน์สฤษฎิ์ แถลงว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดภูธรจ.บุรีรัมย์ ได้สนธิกำลังกับตำรวจชุดสืบ สภ.ประโคนชัย และฝ่ายปกครองอำเภอ ได้ทำการจับกุม หญิงสาวอายุ 15 ปี ชาว อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ได้ที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารอ.ประโคนชัย ขณะลักลอบขนยาบ้ามาส่งให้กับเครือข่าย โดยใช้วิธีการซุกซ่อนด้วยการนำยาเสพติดพันด้วยเทปกาวแพ็กในลักษณะแบนแล้วยัดไว้ในกางเกงรัดหน้าท้องผู้หญิง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจค้นพบยาบ้าซุกในกางเกงรัดหน้าท้องรวมจำนวน 9,203 เม็ด ยาไอซ์น้ำหนัก 101 กรัม

ผู้ต้องหาให้การว่าได้รับการติดต่อจาก นายทิด ชาวกัมพูชาผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ให้นำยาบ้าและยาไอซ์ไปส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยจะให้ค่าจ้างครั้งละ 30,000 – 50,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมาเคยมาส่งยาบ้าในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์แล้ว 4 ครั้ง ครั้งละ 10,000 – 20,000 เม็ด โดยการนั่งรถโดยสารมาลงตามสถานีขนส่ง แล้วก็จะมีจะนัดรับส่งมอบยากันในห้องน้ำ หรือตามจุดที่ที่มีการนัดหมาย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหายังอ้างด้วยว่าสาเหตุที่รับจ้างขนยาบ้า เนื่องจากเลิกรากับสามี จึงต้องหาเงินเลี้ยงลูกน้อยที่พึ่งคลอดได้เพียง 4 เดือน

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ พร้อมสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตกลงซื้อขายยาบ้าแต่ละครั้งจะให้โอนเงินผ่านบัญชีของ มารดาผู้ต้องหา ซึ่งจะต้องทำการสืบสวนสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับขบวนการค้ายาเสพติดหรือไม่

หลังจับกุมเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว ผู้ต้องหาส่งให้พนักงานสอบสวน โดยเบื้องต้นได้แจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้าและไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย”