ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกลุงวิศวะ10ปีคดียิงหนุ่ม17ดับชี้จำเลยจงใจร่วมวิวาท

  • วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 16:39 น.

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกลุงวิศวะ10ปีคดียิงหนุ่ม17ดับชี้จำเลยจงใจร่วมวิวาท

ชลบุรี-ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก10ปีคดีลุงวิศวะชักปืนยิงหนุ่ม17ดับ ชี้พฤติการณ์จงใจร่วมวิวาทกลุ่มผู้ตายอ้างเหตุป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังค์อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีที่พนักงานอัยการโจทก์จังหวัดชลบุรี และนางสาวมณีพร ผึ่งผาย โจทก์ร่วมยื่นฟ้องนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ50ปี วิศวกร หรือลุงวิศวะ จำเลย ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นกรูเข้าล้อมรถเก๋งและพยายามจะเข้าทำร้าย แล้วใช้ปืนยิงสวนถูกนายนวพล หรือปอน ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่4ก.พ.60 เวลา 19.00น. หน้าที่ตั้งครกใหญ่ สามแยกถนนอ่างศิลา ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรีซึ่งคดีนี้ในศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27ก.ย.61 จำคุก 15 ปี และได้มีการลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 10 ปี ปรับคดีอาวุธปืน 2,000 บาท จ่ายค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้มาจอดที่หน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางออกของจำเลย แล้วมีการโต้เถียงกันยังไม่ปรากฎว่า มีถ้อยคำพูดที่ไม่สุภาพจากฝ่ายใด แต่หลังจากที่จำเลยกะพริบไฟใส่รถตู้และบีบแตรหลายครั้ง จำเลยเริ่มใช้คำพูดไม่สุภาพในลักษณะยั่วโทสะของผู้ตาย โดยขณะนั้นจำเลยมี"อาวุธปืน"ของกลางอยู่ใกล้ตัว แสดงว่าจำเลยและภริยามี"โทสะและพร้อมที่จะมีเหตุวิวาท"กับพวกของผู้ตาย

ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าเหตุการณ์ขณะนั้น"มีปากเสียงกันเพียงเล็กน้อยและจบลงแล้ว"จึงฟังไม่ขึ้น" เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้และรถยนต์เก๋งออกไปแล้ว หาก"จำเลยมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจอารมณ์ร้อนบ้างโดยจอดรถรอสักพักหนึ่งก่อนเพื่อให้โทสะคลายลง"แล้วค่อยขับรถออกไปเหตุทะเลาะวิวาทในคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนแต่จำเลยกลับขับรถตามไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้บีบแตรยาวใส่แสดงให้เห็นว่า"จงใจเจตนายั่วโทสะ"พวกของผู้ตายมิใช่"การบีบแตรเตือน"ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ จำเลยขับไปอยู่ด้านหน้าเมื่อพวกของผู้ตายซึ่งขับตามรถจำเลยมาบีบแตรยาวและเปิดไฟสูงใส่รถจำเลยอันเป็นการส่งสัญญาณความไม่พอใจและท้าทาย จำเลยก็ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถเพื่อให้พวกผู้ตาย ขับชนท้ายและบีบแตรรถในลักษณะส่งสัญญาณโต้ตอบกลับไป อันเป็นการรับคำท้าทายของฝ่ายผู้ตายกับพวกทั้งมีเจตนายั่วโทสะฝ่ายผู้ตายให้เพิ่มมากขึ้นและไม่กรงกลัววจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน เหตุที่จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนี้ก็เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แสดงให้เห็นถึงนิสัยและพฤติกรรมของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตุจำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหันในลักษณะปาดหน้าและขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายและพวกมาตลอดเส้นทาง

กระทั่งถึงที่เกิดเหตุจำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคนก็เริ่มเกิดความกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายและพวกด้วยน้ำเสียงดุดันในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง "มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตน" หรือ"แสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่องหรือให้เลิกแล้วกันไป"แม้ฝ่ายผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อนจำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่อง"เชื่อมโยงกันมาไม่ขาดตอน"นับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษ

ตามพฤติการณ์เป็นกรณีจำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท และเมื่อจำเลยยั่วโทสะท้าทายจนฝ่ายผู้ตายโต้ตอบและสมัครใจร่วมวิวาทกับจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่า"ฝ่ายผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุ"และเมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น จำเลยจึงจำต้องชักปืนออกมายิงเพื่อป้องกันชีวิตของจำเลยและคนในครอบครัวอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

หลังอ่านคำพิพากษานายสุเทพได้ให้ทนายความยื่นขอประกันตัว เพื่อขอสู้คดีในชั้นฎีฎา ด้วยเงินสด จำนวน 874,000 บาท พร้อมกล่าวว่า ยอมรับในคำตัดสินของศาล แต่ต้องการสู้เพื่อให้ความจริงปรากฎ อีกทั้งตนยังมีปัญหาในเรื่องของสุขภาพ เป็นโรคเบาหวาน และอีกหลายโรค

ด้านนางสาวมณีพร มารดาของนายนวพล ผู้ตาย เผยว่า รู้สึกพอใจต่อคำตัดสินของศาลให้เห็นถึงความยุติธรรมมีจริง ซึ่งรู้สึกเหนื่อยมากกับการเดินทางมาศาล ในระยะ 2 ปี โดยที่หลังเกิดเรื่องฝ่ายจำเลยก็ยังไม่มีการพูดคุยกันเลยรวมถึงไม่มีการจ่ายสินไหมทดแทนอีกด้วย

ส่วนนายวันชัย แสงสุวรรณ์ ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิต เผยว่า จำเลยมีสีหน้านิ่ง แต่ก็ยังยังยืนต่อศาลเป็นการป้องกันตัว แต่ศาลเห็นว่าจำเลยสมัครใจเข้าไปมีส่วนร่วมทะเลาะวิวาทมาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่อง จึงได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือ จำคุก 10 ปี.

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ