กรณ์คิฟออฟประชาวิวัฒน์

  • วันที่ 20 ก.พ. 2554 เวลา 10:36 น.

ข่าวเศรษฐกิจการเงินที่โดดเด่นที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรแรงแซงหน้าโครงการคิกออฟ สินเชื่ออาชีพไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อ 1 ใน 9 มาตรการตามโครงการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยตามโครงการประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล โดยงานนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เดินทางไปเปิดตัวโครงการด้วยตัวเอง

โดยเริ่มโครงการให้กับผู้ประกอบอาชีพ 3 กลุ่มแรก คือ คนขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และหาบเร่ ในวงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ด้วยดอกเบี้ยผ่อนปรน ซึ่งธนาคารรัฐแต่ละแห่งต่างออกมาเปิดเผยว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่เข้ามาขอสินเชื่อหลายราย
รัฐบาลจะเริ่มโครงการนำร่องในเฉพาะเขตกรุงเทพฯ ก่อน ก่อนจะขยายพื้นที่ปล่อยสินเชื่อไปยังทั่วประเทศในเดือน ก.ค.

นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังยืนยันว่าจะมีการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลักผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ (หวยตู้) ให้เกิดขึ้นภายในปี 2554 นี้ เพราะจะช่วยแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาได้

ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ผ่านมา ครม.ได้รับทราบและอนุมัติปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2554 ครั้งที่ 1 ที่จะทำให้ยอดหนี้ปรับลดลง 4,923 ล้านบาท เหลือหนี้สาธารณะที่ 1.291 ล้านล้านบาท จากยอดหนี้สาธารณะเดิมที่ 1.296 ล้านล้านบาท
แต่ในทางตรงข้ามด้านวงเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจที่ขอให้กระทรวงคลังค้ำประกันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 1.66 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,976 ล้านบาท เทียบจากเดิมที่ระดับ 1.62 แสนล้านบาท

และตลอดทั้งสัปดาห์นี้มีการแจ้งตัวเลขการจัดเก็บรายได้รัฐออกมา นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นมา การจัดเก็บรายได้ของรัฐได้สูงกว่าเป้าหมายติดต่อกันทุกกันทุกเดือน 4 เดือนแรกจัดเก็บรายได้รวม 5.21 แสนล้านบาท และรายได้สุทธิก็ได้สูงกว่าเป้าหมายแล้วที่ 6.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 14.1 %

ดังนั้น ทำให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ปี 2554 สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1.2 แสนล้านบาทได้แน่นอน ขณะที่รายได้ที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณ ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์

ขณะเดียวกันทางด้านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นน้อยกว่า 50% ได้นำส่งรายได้สะสมเข้าแผ่นดิน ตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 2553–ม.ค. 2554 จำนวนทั้งสิ้น 3.38 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการที่ 3,798 ล้านบาท หรือจัดเก็บได้เกินถึง 112% ของประมาณการเงินนำสะสม ขณะที่ปีงบประมาณ 2553 นำส่งได้แค่ 98% ของประมาณการเงินนำส่งสะสมรวม

นายสุรพล สุประดิษฐ์ ที่ปรึกษาด้านภาษี กรมสรรพสามิต ได้ออกมายืนยันแผนปฏิบัติของกรมสรรพาสามิตว่า ปี 2554 นี้จะต้องเป็นปีของการตรวจสอบภาษีและเน้นความโปร่งใส เนื่องจากการเก็บภาษีของกรมปัจจุบันเก็บได้อยู่ 5 แสนล้านบาท จะต้องปรับขึ้นสูงถึงเป็น 1 ล้านล้านบาท ภายใน 45 ปีข้างหน้า เนื่องจาการขยายตัวการเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นจากปีละ 6 % เป็น 40 %

นอกเหนือจากนั้น ทาง สศค. ยังได้มีการจัดตั้งสำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน (สพช.) เพื่อดูแลคนรากหญ้าและรองรับการขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบรอบ 2 ของรัฐบาลในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ทางกระทรวงการคลังมีเป้าหมายดูแลคนเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบกว่า 6 ล้านคน ให้เข้าถึงแหล่งเงินได้ภายในปี 2554 และครอบคลุมกลุ่มรากหญ้าทั้งหมดภายในปี 2558

พร้อมกันนั้น สศค. ยังเปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะพบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ม.ค. 2554 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.03% ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นกันทั่วหน้า เนื่องจากพบว่าดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวสูงถึง 5.9% ราคาเนื้อสัตว์ขยายตัวแล้ว 3.8% เช่นเดียวกับสินค้าในหมวดก่อสร้างที่ขยับตัวขึ้นมาแล้ว 6%

หันมาดูฟากของธนาคารพาณิชย์ที่งานนี้เกิดการเจรจาซื้อหุ้นครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นทั้งหมดของกลุ่มนิวยอร์ค ไลฟ์ สหรัฐ ที่ถืออยู่ในบริษัท ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต จำนวน 47.33% ภายหลังการซื้อหุ้นครั้งนี้เสร็จ ธนาคารไทยพาณิชย์จะถือหุ้นไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต ทั้งหมด 94.66%

ทั้งนี้ เพราะกรรมการผู้จัดการใหญ่เชื่อว่าธนาคารจำเป็นต้องมีธุรกิจนี้ เพราะธุรกิจประกันชีวิตเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะช่วยเติมเต็มบริการทางการเงินของธนาคารได้ พร้อมทั้งยังเห็นโอกาสในการเจริญเติบโตอีกมากในธุรกิจประกันชีวิตของประเทศ

ขณะที่ด้านนายกำธร ประเสริฐสม หัวหน้าศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาห้ามปรามธนาคารที่มีการทวงหนี้ไม่เหมาะสม หลังจากช่วงนี้มีประชาชนร้องทุกข์ในเรื่องการให้บริการของสถาบันการเงิน และสินเชื่อต่อวัน 100200 ราย จากที่เคยร้องเรียนเข้ามามากถึงวันละ 700800 ราย เรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามากสุดคือ ปัญหาการติดตามทวงหนี้ที่ไม่เหมาะสม ไม่สุภาพ และการคิดค่าติดตามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม คิดค่าบริการทั้งๆ ที่ไม่ควรจะคิด

ทั้งนี้ ทาง ธปท. ได้มีการแจ้งเตือนไปยังสถาบันการเงินที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนมากที่สุดไปแล้ว ว่าให้ดำเนินการปรับปรุงการบริการให้เหมาะสมไปแล้ว

หากสถาบันการเงินดังกล่าวมีการดำเนินการที่ไม่เหมาะสมซ้ำซากอีก ธปท.จะทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังสมาคมธนาคารไทยให้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นและพฤติกรรมของธนาคารนั้นๆ ให้ธนาคารสมาชิกรายอื่นทราบ และขอให้ช่วยกวดขันและตักเตือนสถาบันการเงินนั้นอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบและดูแลกันเองมากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลงได้อีกทาง

ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมา กล่าวว่า หากเกิดปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมาเมื่อไร หรือการเลือกตั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากที่คาดการณ์ไว้ ย่อมจะส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในปีนี้แน่นอน เนื่องจากอาจส่งผลให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออกไปได้

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวลต่อภาวะการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ เพราะ ธปท.เตรียมการล่วงหน้าแล้วด้วยการเก็บเงินตราต่างประเทศเพื่อเป็นเงินทุนสำรองในอัตราที่มากกว่าปกติมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว

สำหรับค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ก็แข็งค่าขึ้น ตามแรงซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางการกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง หุ้น และสกุลเงินเอเชีย หลังจากที่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อจีนในเดือน ม.ค.เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาด

อย่างไรก็ดี การที่เห็นแรงซื้อเงินสกุลเหรียญสหรัฐเข้ามา ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเป็นการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท. โดยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปิดที่ระดับ 30.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับระดับ 30.81 บาทต่อเหรียญสหรัฐในสัปดาห์ก่อน

ด้านตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ดัชนีปิดที่ 995.57 จุด เพิ่มขึ้น 4.84% จากสัปดาห์ก่อน โดยหุ้นไทยมีทิศทางปรับขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ซึ่งเป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังอัตราเงินเฟ้อของจีนประกาศออกมาเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาด ทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มหลักทั้งพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ และเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุนาซื้อหุ้นคืนของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาซื้อเหมือนกับนักลงทุนสถาบันและบัญชีการซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์ ขณะที่รายย่อยเป็นผู้ชายรายเดียว

ข่าวอื่นๆ