ครม.ไฟเขียวออกวีซ่าเพื่อรักษาพยาบาลอายุ1ปีค่าธรรมเนียม6พัน

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 16:04 น.
ครม.ไฟเขียวออกวีซ่าเพื่อรักษาพยาบาลอายุ1ปีค่าธรรมเนียม6พัน
ครม.อนุมัติออก "วีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล" มีอายุ 1 ปี ค่าธรรมเนียม 6,000 บาท อำนวยความสะดวกชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการด้านสาธารณสุขในไทย

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการขับเคลื่อนตามนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) รองรับนโยบายเชิงท่องเที่ยวของรัฐบาล ด้วยการตรวจลงตราวีซ่าประเภทใหม่ เป็นวีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล (Medical Treatment Visa) โดยวีซ่าจะมีอายุ 1 ปี เป็นวีซ่าที่อนุมัติให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ เพื่อรักษาพยาบาลในประเทศไทยในระยะยาว จากก่อนหน้านี้ที่ต้องใช้วีซ่าในประเภทท่องเที่ยวเท่านั้น ซึ่งเป็นภาระเรื่องการต่ออายุวีซ่า

ดังนั้น Medical Treatment Visa เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาใช้บริการด้านสาธารณสุขในประเทศไทย โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมในการขอวีซ่ารายละ 6,000 บาท และถ้าขออยู่ต่อจะมีค่าธรรมเนียมรายละ 1,900 บาทต่อครั้ง ทั้งนี้ อนุญาตให้มีผู้ติดตามไม่เกิน 3 คน โดยให้ขอรับวีซ่าเป็นประเภทคนอยู่ชั่วคราว

สำหรับกลุ่มโรคที่อนุญาตให้เข้ามารับการขอรับการตรวจลงตราฯ เป็นกลุ่มโรค หรือหัตถการที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ที่มีระยะเวลาการรักษาต่อเนื่องที่ต้องใช้เวลามากกว่า 90 วัน อาทิ เวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพ โรคระบบหัวใจหลอดเลือด โรคมะเร็ง ทันตกรรม ศัลยกรรมความงาม เป็นต้น

ส่วนผู้ป่วย และผู้ติดตาม จะต้องมีหลักฐานทางการเงินที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายภายในประเทษเป็นเงินสดไม่น้อยกว่ารายละ 800,000 บาท (Bank Statement) และมีการนัดหมายกับสถานพยาบาลล่วงหน้า 30 วัน รวมถึงแสดงหลักฐานประกันภัยกรณีอุบัติเหตุ และการช่วยเหลือฉุกเฉินรวมความคุ้มครองโรคโควิด-19 ในประเทศไทย วงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000,000 บาท

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการตรวจลงตราเพื่อรักษาพยาบาลเป็นการเฉพาะ ดังนั้น การกำหนดให้มีการตรวจลงตราประเภทรักษาพยาบาล Medical Treatment Visa รหัส Non-MT เป็นระยะเวลา 1 ปี เข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple Entry) เป็นการเฉพาะ เพื่อเป็นการเพิ่มตัวเลือกในการเดินทางเข้าสู่ประเทศให้แก่ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพ และมีกำลังใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเป็นระยะเวลานาน

รวมทั้งช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนรองรับนโยบายรัฐบาลด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) พ.ศ. 2560-2569 อีกด้วย