แพทย์ แนะทางเลือก ฉีดวัคซีนเชื้อตายให้เด็กก่อนตามด้วยmRNA

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 09:51 น.
แพทย์ แนะทางเลือก ฉีดวัคซีนเชื้อตายให้เด็กก่อนตามด้วยmRNA
“หมอธีระวัฒน์” ห่วง เด็กหัวใจผิดปกติหลังฉีดไฟเซอร์ แนะทางเลือก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไปอาจเป็นเชื้อตาย 2 เข็มก่อน ตามด้วยวัคซีน mRNAในปริมาณน้อยที่สุด

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 64 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha"ระบุว่า หัวใจผิดปกติในเด็กชาย หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (162.2 คน ใน1ล้านคน)

การวิเคราะห์ข้อมูล โดย คุณหมอ Tracy Hoeg และคณะ จาก university of California, Davis ภาควิชา Physical Medicine and Rehabilitation

ทั้งนี้โดยใช้ข้อมูลที่มีการรายงานมาในระบบ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากวัคซีน ของชาติ (VAERS) โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 18 มิถุนายน 2564 เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัวที่ได้รับวัคซีน mRNA ที่มีอาการและลักษณะเข้าได้กับกล้ามเนื้อหัวใจและเยี่อหุ้มหัวใจอักเสบ

เด็กผู้ชายอายุ 12 ถึง 15 เกิดหัวใจอักเสบ 162.2 ต่อล้าน

เด็กผู้ชายอายุ 16 ถึง 17= 94 ต่อล้าน

เด็กผู้หญิงอายุ 12 ถึง 15 เกิดหัวใจอักเสบ 13.0 ต่อล้าน

เด็กผู้หญิงอายุ 16 ถึง 17= 13.4 ต่อล้าน

ในจำนวนนี้ ซึ่งเกือบ 86% เป็นเด็กชาย ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

และความเสี่ยงตามการวิเคราะห์ชิ้นนี้ดูจะสูงมากกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากการติดเชื้อ โควิด-19 ในกลุ่มอายุขนาดนี้พี่ไม่มีโรคประจำตัว

ข้อมูลตรงกับที่ CDC สพรัฐ รายงาน คือ มักเกิดหลังเข็มที่สองในผู้ชายอายุ 12 ถึง 17

แต่ อุบัติการจากการวิเคราะห์นี้สูงกว่าที่ได้เคยมีรายงานไว้คือที่ 62.5 ในผู้ชายและ 8.68 ในผู้หญิงที่อายุ 12 ถึง 17 ต่อ ล้าน

(ทั้งนี้ไม่ทราบแน่ชัด ทั้งนี้อาจจะเกิดเนื่องจากการระบุว่าเป็นหัวใจอักเสบมีการครอบคลุมลักษณะของอาการกว้างขวางกว่า รวมกระทั่งถึงการตรวจอื่นๆเข้าไปด้วยหรือไม่)

ทางเลือกสำหรับประเทศไทยในเด็กตั้งแต่อายุสามขวบขึ้นไปเพื่อความปลอดภัยสูงสุดจากหัวใจอักเสบ อาจจะเป็นวัคซีนเชื้อตายสองเข็มแต่เนื่องจากไม่สามารถคุมเดลต้าได้ จึงตามด้วยไฟเซอร์ หรือโมเดนา ในปริมาณน้อยที่สุดคือหนึ่งส่วนสี่โดส เข้ากล้าม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลหรือจะใช้ขนาดหนึ่งในห้าหรือหนึ่งใน 10 ทางชั้นผิวหนังก็ได้ผลเช่นกัน และปลอดภัยกว่า